Download PDF

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2554

 

          โขน มาจากการละเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ ในพระราชพิธีอินทราภิเษกของราชสำนักสยามยุคต้นอยุธยา

          ชักนาคดึกดำบรรพ์ มาจากการละเล่นกวนเกษียรสมุทรในพระราชพิธีถือน้ำพระพัทธ์สัตยาของราชสำนักขอม (เขมร) ยุคเมืองพระนคร (นครวัด) หลัง พ.ศ. 1500 มีภาพสลักอยู่บนปราสาทนครวัด ราว พ.ศ. 1650

          ในทางกลับกันก็พูดใหม่ได้อีกว่า

          การละเล่นกวนเกษียรสมุทรของขอม เป็นต้นแบบให้มีการละเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ แล้วส่งผลให้เกิดโขนในราชสำนักสยามยุคอยุธยา สืบเนื่องถึงกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์จนปัจจุบัน

          หน้ากากรามเกียรติ์มีในวัฒนธรรมขอมอยู่ก่อนแล้ว ดังภาพสลักรามเกียรติ์ มีหน้ากากปิดหน้าอยู่ด้วยที่ปราสาทบาปวน ราวหลัง พ.ศ. 1500

          พ.ศ. 1650 มีรัฐอโยธยา-ละโว้อยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา (อยุธยา-ลพบุรี) เป็นรัฐเครือญาติใกล้ชิดกับเมืองพระนคร (นครวัด) รัฐอโยธยา-ละโว้จะมีพัฒนาการต่อไปข้างหน้าเป็นรัฐอยุธยา สถาปนาขึ้นใหม่เมื่อ พ.ศ. 1893

          ขณะนั้น พ.ศ. 1650 คนกลุ่มหนึ่งถูกคนอื่นเรียกว่า “ชาวสยาม” มีภาพสลัก “เสียมกุก” อยู่บนปราสาทนครวัด และยังไม่พบหลักฐานว่ามีคนเรียกตัวเองว่า “คนไทย” แต่จะพบต่อไปในยุคอยุธยา

          ยุคนั้นยังไม่มีกรุงสุโขทัย แต่จะมีต่อไปอีกราว 100 ปีข้างหน้า

          ขอให้สังเกตด้วยว่าต่อมาก็ไม่มีโขนในกรุงสุโขทัย หรือไม่พบหลักฐานว่ากรุงสุโขทัยมีโขน

 

หน้ากากชักนาคดึกดำบรรพ์

          ชักนาคดึกดำบรรพ์ที่ระบุไว้ในกฏมณเฑียรบาลยุคต้นอยุธยา มีตอนหนึ่งบอกว่า ตำรวจเล็กแต่งเป็นอสูร, มหาดเล็กแต่งเป็นเทวดา, นอกนั้นแต่งเป็นพาลี, สุครีพ, ท้าวมหาชมพู, วานรนับร้อย, ฯลฯ และอื่นๆ อีกมาก

          มีข้อสงสัยว่าแต่งตัวเป็นรูปต่างๆ อย่างไร? มีหัวโขน มีชฎาหรือยัง? ฯลฯ ข้อสงสัยเหล่านี้มีอยู่ในหนังสือเรื่องโขน โดย ธนิต อยู่โพธิ์ (พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมเขตรมงคล ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2500)

          หลักฐานระบุว่ายุคนั้นยังไม่มีหัวโขน แต่มีหน้ากากปิดหน้าเรียก “หน้าโขน” และยังไม่มีชฎา แต่มีลอมพอกสวมหัวเหมือนเครื่องแต่งตัวขุนนาง

          หน้าโขน เป็นหน้ากากรูปต่างๆ หมือนหน้ากากพรานบูรพ์ของโนรา ยังมีหลักฐานเป็นร่องรอยสำคัญอยู่ในพระตำราครอบโขนละคอน ฉบับหลวง ครั้งรัชกาลที่ 4 พ.ศ. 2397 (หนังสือพิธีไหว้ครู ตำราครอบโขนละคอน กองการสังคีต กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2503) เรียกหน้าทุกแห่ง เช่น

          หน้าทศกัณฐ์, หน้าพระราม, หน้าพระลักษมณ์, หน้าหนุมาน, ฯลฯ รวมทั้งหน้าฤาษี, หน้าพระพิราพ, หน้ารามสูร, หน้าช้าง, หน้าม้า, ฯลฯ

          พระตำราครอบโขนละคอน ฉบับหลวง ครั้งรัชกาลที่ 4 เป็นฉบับเก่าตกทอดมาแต่ครั้งกรุงเก่า จึงยังคงเรียก “หน้า” ตามจารีตดั้งเดิม

          ครั้นถึงรัชกาลที่ 6 โปรดให้ตั้งการพระราชพิธีไหว้ครูโขนละคอนพิณพาทย์ พ.ศ. 2457 ในหมายกำหนดการที่ร่างขึ้นใหม่ให้เรียก “ศีรษะโขน” ทุกแห่ง นับแต่นั้นไม่เรียกหน้าโขน

 

หน้ากาก 2,500 ปีมาแล้ว

          หน้ากาก หมายถึง เครื่องสวมเพื่อพรางหน้าจริง มีใช้ในพิธีกรรมดึกดำบรรพ์ของคนทุกชนเผ่าชาติพันธุ์ทั่วโลก

          หน้ากากเก่าสุดไม่น้อยกว่า 2,500 ปีมาแล้ว ในดินแดนประเทศไทยพบที่เพิงผาในถ้ำภาพเขียน บนเขาสามร้อยยอด อ. สามร้อยยอด จ. ประจวบคีรีขันธ์ (ศิลปะถ้ำเขาสามร้อยยอด กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2547) แล้วพบในจังหวัดอื่นอีกหลายแห่ง

          สวมหน้ากาก หมายถึง พิธีกรรมเข้าทรงที่ต้องพรางหน้าจริงด้วยการสวมหน้ากาก เพื่อเชื่อมโยงมนุษย์เข้ากับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามหน้ากากนั้น เมื่อไม่น้อยกว่า 2,500 ปีมาแล้ว

          คนสวมหน้ากากต้องเป็นคนสำคัญของเผ่าพันธุ์หรือชุมชน เช่น แม่มด, หมอผี, หัวหน้าเผ่า เพื่อติดต่อผีบรรพชน บางทีเพื่อรักษาโรค และบางทีเพื่อขับไล่อำนาจเหนือธรรมชาติที่บันดาลให้เกิดเหตุเภทภัยต่างๆ

          พิธีกรรมที่ต้องสวมหน้ากากอย่างนี้มีทุกชาติพันธุ์ในโลก แล้วมีพัฒนาการของแต่ละท้องถิ่นต่างๆ กันไป

          แต่โดยเฉพาะเขมร, ลาว, และไทยจะมีพัฒนาการเป็นการละเล่นศักดิ์สิทธิ์เรื่องรามเกียรติ์ ที่เขมรเรียก ละโคนพระกรุณา แล้วไทยรับแบบแผนเขมรมาเรียกแยกเป็น 2 อย่าง คือ โขน, ละคร

 

หน้ากากเก่าสุดในสุวรรณภูมิ และคนมีหน้ากากคลุมหัว ราว 2,500 ปีมาแล้ว ต้นแบบหน้าโขนและหัวโขนในสมัยหลังๆ ลายเส้นคัดลอกจากภาพเขียนสีบนเขาสามร้อยยอด อ. สามร้อยยอด จ. ประจวบคีรีขันธ์ (จากหนังสือ ศิลปะถ้ำเขาสามร้อยยอด กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2547

หน้ากากเก่าสุดในสุวรรณภูมิ และคนมีหน้ากากคลุมหัว ราว 2,500 ปีมาแล้ว ต้นแบบหน้าโขนและหัวโขนในสมัยหลังๆ ลายเส้นคัดลอกจากภาพเขียนสีบนเขาสามร้อยยอด อ. สามร้อยยอด จ. ประจวบคีรีขันธ์ (จากหนังสือ ศิลปะถ้ำเขาสามร้อยยอด กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2547

หน้ากากเก่าสุดในสุวรรณภูมิ และคนมีหน้ากากคลุมหัว ราว 2,500 ปีมาแล้ว ต้นแบบหน้าโขนและหัวโขนในสมัยหลังๆ ลายเส้นคัดลอกจากภาพเขียนสีบนเขาสามร้อยยอด อ. สามร้อยยอด จ. ประจวบคีรีขันธ์ (จากหนังสือ ศิลปะถ้ำเขาสามร้อยยอด กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2547

หน้าพราน เป็นหน้ากากที่ละครโนราชาตรีใส่แสดง ยังมีใช้จนทุกวันนี้ (ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร)

มีหน้ากากรามเกียรติ์ ราวหลัง พ.ศ. 1500 อยู่ในภาพสลัก บนผนังซุ้มประตูชั้นกลาง ด้านทิศเหนือของปราสาทบาปวนในกัมพูชา (ภาพจากหนังสือประวัติศาสตร์เมืองพระนครของขอม ศาสตราจารย์ ม.จ. สุภัทรดิศ ดิศกุล ทรงแปลจากบทความของศาสตราจารย์มาดแลน จิโต (Madeleine Giteau) สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2546)

ชักนาคดึกดำบรรพ์ หรือกวนเกษียรสมุทร ทั้งรูปร่างหน้าตาท่าทางและเรื่องราว ล้วนเป็นต้นแบบโขนละครรามเกียรติ์ รูปสลักบนระเบียงปราสาทนครวัด ราว พ.ศ. 1650 (ภาพจากหนังสือ Of Gods, Kings, and Men. Text by Albert le Bonheur Photographs by Jaroslav Poncar.)