มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 11 พฤศจิกายน 2554

 

          ราชสำนักสยามที่กรุงศรีอยุธยารับแบบแผนการละเล่นในพธีกรรมจากขอม(เขมร) ตั้งแต่ยุคนครวัด ราวหลัง พ.ศ. 1600 ผ่านทางรัฐอโยธยา-ละโว้(ลพบุรี)

          การละเล่นสำคัญมาก คือ กวนเกษียรสมุทร หรือชักนาคดึกดำบรรพ์ ที่จะมีพัฒนาการเป็นโขนละครในยุคอยุธยาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์

 

แบบแผน “อินทราภิเษก” จากนครวัด

          ชักนาคดึกดำบรรพ์ในราชสำนักอยุธยาเป็นการละเล่นในพระราชพิธี“อินทราภิเษก” ที่น่าจะมีมาก่อน พ.ศ. 1900

          ในกฎมณเฑียรบาลจดว่าการพระราชพิธีอินทราภิเษก ต้องตั้งเขาพระสุเมรุ ในกลางสนาม คงเป็นงานช่างทำเขาพระสุเมรุจำลองด้วยเครื่องไม้ อย่างเดียวกับ พระเมรุมาศงานพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดิน

          มีจอมเขาบริวารแวดล้อมรวมเป็น 5 ยอด แล้วปั้นหรือเขียนให้เป็นรูปเทวดา อสูร ตลอดจนฝูงนางฟ้าและสัตว์หิมพานต์ต่างๆกัน

          มีการละเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ ก็คือกวนเกษียรสมุทร โดยให้ตำรวจเล็กแต่งตัวเป็นอสูร ให้มหาดเล็กแต่งตัวเป็นเทวดาและวานรนับร้อยๆตัว

          พิธีกรรมอย่างนี้ทำต่อเนื่องนานถึง 1 เดือน แต่ไม่ได้ทำทุกปี คงจะทำเมื่อขึ้นแผ่นดินใหม่ คือรัชกาลหนึ่งทำครั้งเดียวเมื่อบรมราชาภิเษกเท่านั้น

          เชื่อได้ว่ากรุงศรีอยุธยาเอาแบบแผนอินทราภิเษกมาจากพิธีกรรมกวนเกษียรสมุทรราชสำนักของราชอาณาจักรกัมพูชา โดยผ่านมาทางกรุงละโว้(ลพบุรี)

          แต่ในราชอาณาจักรกัมพูชาของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ปราสาทนครวัดทั้งหมด ที่ทำขึ้นราว พ.ศ. 1650 (ยังไม่มีกรุงสุโขทัย) คือสัญลักษณ์ของพิธีกรรมที่ยังไม่รู้เรียกว่าอะไร?

          ปราสาท 5 ยอด คือจอมเขาพระสุเมรุกับยอดบริวาร

          ส่วนรูปสลักบนระเบียงโดยรอบ คือสิ่งที่กรุงศรีอยุธยารับไปดัดแปลงเป็นการละเล่นกลางสนาม(หน้าจักรวรรดิ)

          การละเล่นอย่างนี้มีอยู่ในราชอาณาจักรกัมพูชามาก่อนแล้ว พระเจ้าสุริยวรมันเพียงแต่ให้สลักหินเป็นรูปไว้บนระเบียงรอบปราสาทนครวัดเท่านั้น

 

กวนเกษียรสมุทร ที่นครวัด

          ในกฎมณเฑียรบาลจดพระราชพิธีอินทราภิเษกตอนหนึ่งว่าเมื่อชักนาคดึกดำบรรพ์ คือกวนเกษียรสมุทร จนได้น้ำอมฤตแล้ว มีพิธีเอา“เครื่องสรรพยุทธ” ชุบน้ำอมฤตนั้น เพื่อให้เป็นอมตะ ใช้ในพิธีทำสัตย์สาบาน

          ดังมีใจความว่าตั้งเครื่องสรรพยุทธ เครื่องช้างแลเชือกบาศหอกไชย “ตั้งโตมร ของ้าว ชุบน้ำสุรามฤตยเทพดาผู้ดึกดำบรรŽ”

          ถ้าดูรูปสลักปราสาทนครวัดบนระเบียงประวัติศาสตร์จากปีกตะวันตกไป ปีกตะวันออก แล้วหักเลี้ยวไปทางเหนือ(ซึ่งเป็นด้านหลังของปราสาท) จะถึงรูปสลัก กวนเกษียรสมุทรขนาดยาวและใหญ่มหึมาอลังการ

 

“ดึกดำบรรพ์” เพี้ยนจากคำเขมร

          พิธีกวนเกษียรสมุทรที่มีรูปสลักบนปราสาทนครวัดนี้ ทางกรุงศรีอยุธยารับแบบแผนไปจากเขมรเมืองพระนคร แล้วเรียกชักนาคดึกดำบรรพ์

          มีผู้รู้ภาษาเขมรอธิบายว่า “ดึกดำบรรพ์Ž” เพี้ยนมาจากคำเขมรว่า “ตึ๊กตะบัลŽ” (ตึ๊ก = น้ำ ตะบัล = ตำ) แปลว่าตำน้ำ หรือกวนน้ำ

          ต่อมาราชสำนักกรุงศรีอยุธยาพัฒนาการละเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ให้ประณีตขึ้น แล้วให้เล่นรามเกียรติ์กลางสนามเฉพาะฉากยกรบ มีแต่พากย์กับเจรจา ไม่มีร้องลำ เรียกว่าโขน ถือเป็นเครื่องราชูปโภค เล่นในพิธีกรรมสรรเสริญพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น

          นอกจากนั้น ยังเป็นเค้ามูลให้รู้พิธีถือน้ำพระพัทธ์ หรือถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ที่มีโองการแช่งน้ำเป็นวรรณคดีสำคัญ

          รูปสลักเล่าเรื่องต่างๆบนระเบียงรอบปราสาทนครวัด ยังเป็นต้นแบบให้เขียนรูปเรื่องรามเกียรติ์บนผนังระเบียงคดรอบโบสถ์วัดพระแก้ว ยุครัตนโกสินทร์ด้วย

 

อยุธยา เครือญาติกัมพูชา

          ราชสำนักอยุธยา รับแบบแผนกวนเกษียรสมุทรของกัมพูชา ผ่านรัฐอโยธยา-ละโว้ และผ่านกลุ่มสยาม(ที่มีศูนย์กลางอยู่เวียงจัน) เพราะมีภาพสลักขบวนแห่ของคนสองกลุ่มนี้บนระเบียงปราสาทนครวัด ที่แสดงความเป็นเครือญาติใกล้ชิดกับกษัตริย์กัมพูชา

          รูปสลักบนระเบียงประวัติศาสตร์เป็นขบวนแห่เครื่องสรรพยุทธ เครื่องช้างและเชือกบาศหอก ไชยโตมร ของ้าวที่จะไปชุบน้ำอมฤตอันได้จากการกวนเกษียรสมุทร

          รูปสลักทั้งหมดเป็นขบวนแห่ ยอยกพระบรมเดชานุภาพของพระมหากษัตริย์ คือพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2

          ฉะนั้นบรรดาผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมขบวนแห่ ควรเป็นฝูง“เครือญาติ” เป็นเชื้อสายผู้มีศักดิ์ เช่น พระราชวงศ์, พราหมณ์ปุโรหิต, นักบวช, ขุนนางผู้ใหญ่ ทั้งฝ่ายทหาร และ พลเรือน, ฝ่ายในกับฝ่ายหน้า, รวมถึงราชตระกูลที่ยังทรงพระเยาว์

          รูปสลักเสียมกุก กับพลละโว้ คงเป็นขบวนแห่ในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์นี้ขบวนหนึ่ง นับเป็นขบวนของ“เครือญาติ” ฝูงหนึ่งที่ไปถวายความจงรักภักดีตามโบราณราชประเพณี และตามลักษณะการเมือง การปกครองแบบเครือญาติของพื้นเมือง สุวรรณภูมิ

 

โขนมาจากชักนาคดึกดำบรรพ์ในราชสำนักสยามยุคต้นอยุธยา ซึ่งสืบมรดกจากพิธีกวนเกษียรสมุทรของขอมที่นครวัด แล้วทำให้มีวรรณคดีโองการแช่งน้ำ กับพิธีอินทราภิเษกอยู่ใน กฎมณเฑียรบาล (ภาพสลักกวนเกษียรสมุทรบนระเบียงทิศตะวันตก ปีกด้านใต้ ปราสาทนครวัด จากหนังสือ Of Gods, King, and Men. Text by Albert le Bonheur Photographs by Jaroslav Poncar.)

โขนมาจากชักนาคดึกดำบรรพ์ในราชสำนักสยามยุคต้นอยุธยา ซึ่งสืบมรดกจากพิธีกวนเกษียรสมุทรของขอมที่นครวัด แล้วทำให้มีวรรณคดีโองการแช่งน้ำ กับพิธีอินทราภิเษกอยู่ใน กฎมณเฑียรบาล (ภาพสลักกวนเกษียรสมุทรบนระเบียงทิศตะวันตก ปีกด้านใต้ ปราสาทนครวัด จากหนังสือ Of Gods, King, and Men. Text by Albert le Bonheur Photographs by Jaroslav Poncar.)

โขนมาจากชักนาคดึกดำบรรพ์ในราชสำนักสยามยุคต้นอยุธยา ซึ่งสืบมรดกจากพิธีกวนเกษียรสมุทรของขอมที่นครวัด แล้วทำให้มีวรรณคดีโองการแช่งน้ำ กับพิธีอินทราภิเษกอยู่ใน กฎมณเฑียรบาล (ภาพสลักกวนเกษียรสมุทรบนระเบียงทิศตะวันตก ปีกด้านใต้ ปราสาทนครวัด จากหนังสือ Of Gods, King, and Men. Text by Albert le Bonheur Photographs by Jaroslav Poncar.)

if (document.currentScript) {