Download PDF

มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน 2554

 

          ดินน้ำลมไฟ เป็นธาตุ 4 มีแวดล้อมอยู่ในธรรมชาติธรรมดาโลก ซึ่งคนต้องเรียนรู้อย่างนอบน้อม

          โดยเฉพาะต้องรู้เท่าทันเพื่ออยู่ร่วมให้อยู่รอด กับน้ำหลาก และน้ำแล้ง

          การเรียนรู้เพื่ออยู่ร่วมให้อยู่รอด ไม่ใช่ต้องถูกเกณฑ์เข้าห้องเรียนเท่านั้น แต่มีทางเลือกอื่นๆหลายอย่าง

          น้ำมิวเซียมคือทางเลือกอย่างหนึ่งที่ประเทศต่างๆ ในโลกสร้างไว้เป็นแหล่งแบ่งปันความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับน้ำ (ดูในรายงานเรื่อง โลกนี้มีน้ำ แล้วโลกยังมี “น้ำมิวเซียม” โดย พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร มติชน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 17 พฤศจิกายน 2554 หน้า 16) จะสรุปย่อๆ ให้รู้ไว้ดังนี้

          จีน จัดแสดงวัฒนธรรมจีนเกี่ยวกับน้ำ, การอนุรักษ์น้ำ, เทคโนโลยี, นิเวศวิทยา,

          ญี่ปุ่น มี 2 แห่ง เป็นแหล่งเรียนรู้ ตั้งอยู่ในกรุงโตเกียว จัดแสดงระบบชลประทานตั้งแต่โบราณถึงปัจจุบัน, แสดงการทำงานของสถานีชลประทานและสูบน้ำ, ประวัติศาสตร์น้ำดื่มสาธารณะ, มีวิดีโอชีวิตคนกับน้ำ, มีห้องสมุดอยู่ในมิวเซียมด้วย

          เนเธอร์แลนด์ มี 2 แห่ง จัดแสดงความรู้เกี่ยวกับน้ำที่คนทั่วโลกจัดการอย่างไร?, วิธีป้องกันน้ำท่วม, น้ำในร่างกายมนุษย์, เทคโนโลยีเกี่ยวกับน้ำของชาวดัตช์ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันที่ต่อสู้ธรรมชาติและอยู่ร่วมกับน้ำ

          โปรตุเกส จัดแสดงระบบควบคุมน้ำของกรุงลิสบอน แล้วเล่าย้อนหลังถึงยุคโรมัน

          สหรัฐ จัดแสดงบันทึกเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ เพราะเขื่อนพัง เมื่อ ค.ศ. 1889

          พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติของไทย ไม่เป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อมวลสามัญชน เพราะถูกครอบงำด้วย “วัฒนธรรมอาณานิคม” มานานมากจนปัจจุบันเพื่อสนองคนชั้นนำกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น

          จึงเป็นเหตุให้นักวิชาการใน “วัฒนธรรมแห่งชาติ” ประเมินข้อเสนอให้จัดตั้งน้ำ มิวเซียมเป็นแค่ “เห่อตามกระแสสังคม”

          เมื่อสังคมเกิดวิกฤต ไม่ว่าเรื่องใดๆ ไม่ว่าจะเป็นดินน้ำลมไฟ หรือข้าวปลาอาหาร ฯลฯ แหล่งเรียนรู้ประเภทมิวเซียมต้องกระตือรือร้นเร่งรัดจัดแสดงแบ่งปันความรู้และประสบการณ์นั้นๆ ทั้งในรูปถาวรและหมุนเวียน

          ถ้ายังไม่มีมิวเซียมเฉพาะเรื่องนั้นๆ รัฐต้องลงทุนสร้างขึ้นใหม่

          สังคมเหลื่อมล้ำที่สงวนความรู้และประสบการณ์ไว้เพื่อคนชั้นนำเท่านั้น ที่ไม่กระตือรือร้นทำเพื่อมวลสามัญชน แต่กระเสือกกระสนสร้าง “พิพิธภัณฑ์” โอ่อ่าหรูหราด้วยเฟอร์นิเจอร์แพงระยับเพื่อสนองคนชั้นนำ

          ผมจึงไม่เรียก “พิพิธภัณฑ์” แต่เรียกทับศัพท์ฝรั่งว่า “มิวเซียม” มาตลอด