มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 17 พฤศจิกายน 2554

 

          โลกนี้มีน้ำ แล้วโลกยังมี “น้ำมิวเซียม” เพื่อแบ่งปันความรู้และประสบการณ์อยู่ร่วมกับน้ำทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

          ไทยอยู่ในเขตมรสุมเหมือนประเทศอื่นๆ ในอุษาคเนย์ มีทั้งน้ำหลากและน้ำแล้ง มาแต่ดั้งเดิมดึกดำบรรพ์ไม่น้อยกว่า 5,000 ปีมาแล้ว

          ขณะนี้ไทยยังไม่พ้นภัยพิบัติน้ำหลากท่วมใหญ่หลวงเกือบทั่วประเทศ โดยเฉพาะที่กรุงเทพฯ (กทม.) ราชธานีปัจจุบัน กับอยุธยา ราชธานีในอดีต และอีกไม่นานจะถึงเทศกาลน้ำแล้ง แต่ไทยไม่มีน้ำมิวเซียม

          แม้ที่ กทม. และอยุธยาก็ไม่มีน้ำมิวเซียม เหตุเพราะไทยไร้สำนึกทางประวัติศาสตร์สังคม

          ดังนั้น ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จึงมีแต่เรื่องราวของวังกับวัด แล้วจัดแสดงแต่เศียรพระ, แขนพระ, ขาพระ, จนถึง “ตีนพระเจ้า” โดยไม่มีคน, บ้าน, ชุมชน, และน้ำ

          น้ำมิวเซียม เกี่ยวข้องกับอนาคตประเทศไทย

          “ดร. โกร่ง” วีรพงษ์ รามางกูร “ลาวค่อน มอญครึ่ง” ประธาน กยอ. (คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ) บอกไว้ในประชาชาติธุรกิจ (ฉบับวันจันทร์ที่ 14-วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน 2554 หน้า 2) ว่า

          “น้ำท่วมครั้งนี้ ทางโรงงานอุตสาหกรรมคงจะเข็ดแล้ว ต่อไปคงไม่เลือกที่น้ำท่วม ควรจะหาที่อยู่ใหม่”

          “ในอนาคตเราสามารถทำแผนให้กลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม ต่อไปคงต้องย้ายจากที่ลุ่มไปอยู่ที่ดอน”

          ดร. โกร่ง พูดถึงโซนนิ่งพื้นที่เกษตรและอุตสาหกรรม ย้ำว่าจะเสนอแผนให้นายกรัฐมนตรีทำเรื่องนี้ โดยรัฐบาลนำทางจัดสาธารณูปโภค ถนน ระบบไฟฟ้า ประปา เชื่อว่านักลงทุนก็คงจะตามไป

          “เราคงจะไม่ไปขัดขวางธรรมชาติ คงจะไปกับธรรมชาติมากกว่า ที่ไหนลุ่มน่าจะทำนา ที่ไหนดอน ก็น่าจะตั้งโรงงาน” ดร. โกร่งย้ำ

          เจ้าของผู้ลงทุนอุตสาหกรรมเข็ดแน่หรือ? ย้ายโรงงานจากที่ลุ่มสู่ที่ดอนแน่หรือ? ไม่ขัดขวางธรรมชาติจริงๆ หรือ? ฯลฯ หรือไม่ก็ย้ายจากที่เก่า ไปสร้างปัญหาที่ใหม่

          ไม่มีอะไรรับประกันได้ แม้ ดร. โกร่ง ก็รับประกันไม่ได้

          สิ่งที่จะบรรเทาปัญหา แล้วแก้ปัญหาระยะยาวได้มาก (แม้ไม่หมด) ก็ต่อเมื่อคนในสังคมมีสำนึกร่วมกันว่าจะต้องป้องกันมิให้โรงงานสร้างในที่ลุ่ม หรือขวางทางน้ำหลากไหล แล้วสร้างปัญหาใหม่

          แม้บนที่ดอนก็ไม่สร้างถ้าทำลายธรรมชาติเกินพอดี เช่น ปล่อยสารพิษอย่างโรงไฟฟ้าที่เคยทำมาแล้วในหุบเขา และบางแห่งยังทำอยู่

          สังคมก้าวหน้าสู่อารยประเทศในโลก ล้วนให้ความสำคัญต่อมิวเซียมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ตามแนวทางเรียนรู้อดีต มารับใช้ปัจจุบัน เพื่อสร้างสรรค์อนาคต

          น้ำมิวเซียมก็ทำหน้าที่นี้

          ดังนั้น คณะกรรมการ 2 ชุด ที่รัฐบาลสถาปนาขึ้นมาวางแผนอนาคตประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายขึ้นอีกในระยะยาว จำเป็นต้องตระหนัก แล้วให้ความสำคัญเรื่องแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ผ่านน้ำมิวเซียม