มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 16 พฤศจิกายน 2554

 

          การจัดการน้ำของรัฐบาลที่ผ่านมา ทำให้มีคน 2 กลุ่ม คือ กลุ่มได้ประโยชน์ กับกลุ่มเสียประโยชน์

          คณะกรรมการปฏิรูป (คปร.) โดยคณะอนุกรรมการฯ ร่วมกันหารือเรื่องการจัดการน้ำของรัฐบาล แล้วมีข้อสังเกตไว้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2554 ความว่า

          น้ำท่วม ชาวนาภาคกลางหลายจังหวัดต้องเป็น “ผู้เสียสละ” เสมอ ให้รัฐเบนน้ำให้ท่วมนาข้าว เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำหลากเข้าท่วมพื้นที่เมืองและพื้นที่อุตสาหกรรม

          ฝนแล้ง ชาวนาจะต้องเป็น “ผู้เสียสละ” อีกเช่นเคย ที่จะต้องงดเพาะปลูก เพื่อนำน้ำไปรักษาความอยู่รอดของเมืองและอุตสาหกรรม

          กลุ่มได้ประโยชน์ซึ่งมั่งคั่งและมั่นคงอยู่แล้วยิ่งได้ประโยชน์มากขึ้นจาก “ผู้เสียสละ”

          แต่กลุ่มเสียประโยชน์ต้องเป็น “ผู้เสียสละ” ทั้งๆ เป็นเกษตรกรรายย่อย หรือชาวนายากจนอยู่แล้ว ก็ยิ่งทำให้คนกลุ่มนี้สูญเสียหนักขึ้นไปอีก โดยไม่มีเวทีกลางสำหรับการต่อรองที่เป็นธรรมให้กลุ่ม “ผู้เสียสละ” เช่น ได้รับค่าชดเชยที่คุ้มต่อการสูญเสีย

          กลุ่มได้ประโยชน์มีพื้นที่สื่อเรียกร้องแกมบังคับให้คนอีกกลุ่มหนึ่งต้องเป็น “ผู้เสียสละ” โดยตนเองไม่ต้องเสียสละอะไรเลย แถมได้รับประโยชน์ของการเสียสละของคนอีกกลุ่มหนึ่งด้วยซ้ำไป

          ฐานคิดให้คนท้องถิ่นหรือคนบ้านนอกเป็นลูกไล่เบี้ยล่างของคนเมือง สืบเนื่องมาจากประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่าง “ไพร่” กับ “มูลนาย”

          มูลนายในเมืองสูบรีดความมั่งคั่งจากไพร่ในท้องถิ่นทั้งใกล้และไกล เพราะไพร่มีหน้าที่รวบรวมทรัพยากรท้องถิ่นส่งให้มูลนายโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ ซึ่งเท่ากับตลอดชีวิตไพร่ต้องเป็น “ผู้เสียสละ” ให้มูลนาย

          ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย ให้ความสำคัญต่อราชธานีและมูลนายเท่านั้น จึงไม่มีเรื่องราวทางสังคมของท้องถิ่นและไพร่

          ส่งผลให้ผู้มีอำนาจการปกครองท้องถิ่นกรุงเทพฯทั้งในอดีตและปัจจุบัน มองคนท้องถิ่นเป็นลูกไล่เบี้ยล่างอย่างไพร่สมัยก่อน}