มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 28 ตุลาคม 2554

 

          ต้นแบบโขนละคร คือ “แสบกธม” (อ่านว่า สะ-แบก-ทม) มีร่องรอยในราชสำนักกัมพูชาตั้งแต่ราวหลัง พ.ศ. 1500

          ก่อนหน้านี้ระหว่าง พ.ศ. 1000-1500 ไม่พบหลักฐานว่ามีร่องรอยต้นแบบโขนละครในราชสำนักทวารวดี บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา

          เรือน พ.ศ. 1500 ยังไม่พบหลักฐานกลุ่มชนเรียกตัวเองว่า “ไทย” เหมือนคนไทยทุกวันนี้ จะมีก็แต่คำว่า ไต, ไท หมายถึง คน, ชาว มีใช้ในทุกกลุ่มชาติพันธุ์ในสุวรรณภูมิ ไม่จำกัดว่าเป็นสมบัติของกลุ่มไหน

          หลังจากนี้อีกราว 100 ปี จะเริ่มพบคำว่า “สยาม” ในจารึกจามและเขมร แต่หมายถึงกลุ่มชนในดินแดนสยามเท่านั้น ซึ่งเป็นชาติพันธุ์อะไรก็ได้ โดยยังไม่เรียกตัวเองว่า “คนไทย”

 

แสบกธม

          แสบกธมของราชสำนักกัมพูชา น่าจะเป็นต้นแบบให้สลักภาพประดับปราสาทหิน

          เพราะลายสลักปราสาทหินมีรูปร่างอย่างเดียวกับแสบกธม เช่น ลายสลักที่ปราสาทบาปวน (ราวหลัง พ.ศ. 1550), ปราสาทนครวัด (ราวหลัง พ.ศ. 1650), ฯลฯ

          ราชสำนักรอบทะเลสาบกัมพูชายกย่องศาสนาพราหมณ์เป็นหลัก (โดยมีศาสนาพุทธปนอยู่ด้วย) ซึ่งต้องให้ความสำคัญมหากาพย์ 2 เรื่อง คือ รามยณะกับมหาภารตะ จึงมีภาพสลักประดับปราสาทบางแห่งด้วยมหากาพย์ 2 เรื่องนี้

          แต่ที่มีมากสุดคือภาพสลักรามายณะที่เรียกต่อมาว่ารามเกียรติ์ แสดงรูปร่าง       ตัวละครอย่าง “เหนือมนุษย์” หมายถึงไม่เหมือนลักษณะมนุษย์ปกติธรรมดา            แต่เหมือนเทพในจินตนาการที่มีลายกระหนก

          รูปร่างและลวดลายอย่างนี้มีต้นแบบจากแสบกที่มีมาก่อนแล้ว

          แสบก ในภาษาเขมรแปลว่าหนัง เช่น หนังควาย เมื่อตากแห้งแล้วเอามาฉลุเป็นรูปร่างมีลวดลายเพื่อเล่าเรื่องต่างๆ ใช้เล่นบังไฟให้มีเงาไปทาบสิ่งใดสิ่งหนึ่งเห็นเป็นรูปเงามีลวดลายที่ฉลักไว้ อย่างนี้เรียกว่า “เล่นเงา” เป็นวัฒนธรรมทั่วไปของคนยุคแรกๆ ทั้งโลก

          แสบกธม ถอดเป็นคำไทยว่า หนังใหญ่

          ในกลุ่มหมู่เกาะ เช่น ชวา เรียกเล่นเงาว่า “วาหยัง กุลิต” ฉลุเป็นรูปร่างมีลวดลายผิดปกติธรรมดา หรือผิดสัดส่วนของคนทั่วไป มีภาพสลักอย่างนี้ประดับศาสนสถานบนเกาะชวาตั้งแต่หลัง พ.ศ. 1700

 

หน้ากาก

          ภาพสลักหินที่ได้แบบจากแสบกธม จะเป็นต้นแบบให้มีหน้ากากรามเกียรติ์

          หน้ากากเป็นต้นแบบให้มีหัวโขน หรือศีรษะโขน ตั้งแต่ยุคปลายอยุธยา เชื่อมต่อยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์

          คำไหว้ครู ครอบครู โขนละครสมัยก่อนยังเรียกหน้ากากต่างๆ เพราะยังใช้หน้ากากจนแผ่นดินรัชกาลที่ 2 ถึงมีคำบอกเล่าเรื่องหัวโขนชื่อ พระยารักใหญ่, พระยารักน้อย

 

รามเกียรติ์เป็นตอนๆ ราวหลัง พ.ศ. 1500 ภาพสลักบนผนังซุ้มประตูชั้นกลาง ด้านทิศเหนือของปราสาทบาปวนในกัมพูชา (ภาพจากหนังสือประวัติศาสตร์เมือพระนครของขอม ศาสตราจารย์ ม.จ. สุภัทรดิศ ดิศกุล ทรงแปลจากบทความของศาสตราจารย์มาดแลน จิโต (Madeleine Giteau) สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2546)

ทศกัณฐ์โยกเขาไกรลาส มีหน้ากากสิงสาราสัตว์ต่างๆ ในจินตนาการ ราวหลัง พ.ศ. 1500 ภาพสลักที่หน้าบันปราสาทบันทายสรีในเขมร ต้นแบบหน้ากากโขนรูปต่างๆ

พระรามประทับบนบ่าหนุมาน พร้อมไพร่พลใส่หน้ากากรูปต่างๆ ราว พ.ศ. 1650 รูปสลักเรื่องรามเกียรติ์ที่ปราสาทนครวัด

ชักนาคดึกดำบรรพ์ หรือกวนเกษียรสมุทร ทั้งรูปร่างหน้าตาท่าทางและเรื่องราว ล้วนเป็นต้นแบบโขนละครรามเกียรติ์ รูปสลักบนระเบียงปราสาทนครวัด ราว พ.ศ. 1650 (ภาพจากหนังสือ Of Gods, Kings, and Men. Text by Albert le Bonheur Photographs by Jaroslav Poncar.)

fluoxetine gynecomastia cheap cialis black online} else {