Download PDF

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 21 ตุลาคม 2554

 

          วัฒนธรรมขอม มีศูนย์กลางอยู่รัฐกัมพูชา บริเวณทะเลสาบ (โตนเลสาป) กัมพูชา โดยมีเครือญาติใกล้ชิดเป็นขอมรัฐละโว้ (ลพบุรี) บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา

          หลัง พ.ศ. 1500 วัฒนธรรมขอมจากรัฐกัมพูชา แผ่ขยายเครือข่ายความสัมพันธ์แบบเครือญาติ ผ่านช่องเขาพนมดงเร็ก เข้าสู่ลุ่มน้ำโขง-ชี-มูล ในอีสาน

          แล้วสถาปนาศูนย์กลางสำคัญอยู่เมืองพิมาย (อ. พิมาย จ. นครราชสีมา) หลังจากนั้นค่อยๆ ขยายขึ้นไปถึงสองฝั่งโขงที่เมืองเวียงจัน

 

วัฒนธรรมขอม สืบวัฒนธรรมทวารวดี

          วัฒนธรรมขอม หลัง พ.ศ. 1500 สืบเนื่องวัฒนธรรมทวารวดี ที่มีมาตั้งแต่หลัง พ.ศ. 1000

          วัฒนธรรมทวารวดี รับอักษรปัลลวะจากรัฐทมิฬในอินเดียใต้ มาใช้งานท้องถิ่นสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ จนกลายเป็นอักษรทวารวดี

          วัฒนธรรมขอม รับอักษรทวารวดีไปปรับใช้กลายเป็นอักษรขอม สืบเป็นอักษรเขมรทุกวันนี้ (ทำนองเดียวกัน อักษรมอญ และอักษรกวิ ก็สืบทอดจากอักษรทวารวดี) ต่อไปอักษรขอมหรือเขมรจะเป็นต้นแบบของอักษรไทย

          นาฏศิลป์และดนตรีในวัฒนธรรมขอมก็สืบทอดจากวัฒนธรรมทวารวดีที่มีมาก่อน แล้วค่อยๆ ดัดแปลงเป็นลักษณะเฉพาะของสุวรรณภูมิ โดยปราศจากอิทธิพลของนาฏศิลป์อินเดีย (ถ้าจะมีบ้างก็เฉพาะท่านิ่งหรือท่าตาย ไม่ส่งผลต่อนาฏศิลป์สุวรรณภูมิ) แล้วเป็นต้นแบบให้นาฏศิลป์เขมร, นาฏศิลป์ลาว, นาฏศิลป์ไทยปัจจุบัน

          มีงานวิจัยอย่างน้อย 2 เรื่อง ที่ให้รายละเอียดหลักฐานโบราณคดี คือ (1.) การศึกษาท่ารำและนาฏลักษณ์ที่ปรากฏในงานประติมากรรม ณ ปราสาทพิมาย โดย นายลักษมณ์ บุญเรือง วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ ภาควิชาโบราณคดี บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร ปีการศึกษา 2547 (2.) ศึกษาเปรียบเทียบท่ารำนาฏศิลป์ไทยกับนาฏศิลป์กัมพูชา จากหลักฐานโบราณคดี โดย นายดุสิตธร งามยิ่ง วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลป ศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ ภาควิชาโบราณคดี บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร ปีการศึกษา 2552

 

นาฏศิลป์วัฒนธรรมขอม

          ประติมากรรมบางชิ้นแบบทวารวดีในไทย กับแบบก่อนเมืองพระนครในกัมพูชา แสดงท่ารำตามตำรานาฏยศาสตร์ 108 ท่า ที่สลักไว้ประดับซุ้มประตูทางเข้าเทวสถานจิทัมพรัม (พ.ศ. 1650-1700) ในอินเดียใต้

          ราชสำนักยุคนั้นยกย่องเป็นท่ารำศักดิ์สิทธิ์เพื่อกระทำบำเรอบูชามหาเทพ จึงให้ทำเป็นประติมากรรมไว้ โดยไม่มีฟ้อนระบำรำเต้นจริงๆ ในชีวิตประจำวัน

          เพราะในชีวิตจริงฟ้อนระบำรำเต้นอย่างท้องถิ่นสุวรรณภูมิ มียืด-ยุบตามสามัญลักษณะ ดังคำอธิบายของนักปราชญ์หลายท่าน มีอ้างไว้ในหนังสือร้องรำทำเพลง(พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2532) ต่อไปนี้

          ท่าฟ้อนรำศิวนาฏราชที่หน้าปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ และที่ปราสาทอื่นๆ ทั้งที่อยู่ในดินแดนไทยและดินแดนกัมพูชา ล้วนแสดงลีลาแตกต่างจากท่ารำของอินเดีย แต่เป็นท่าฟ้อนรำของท้องถิ่น ดังที่ปรากฏอยู่กับท่าฟ้อนรำของบรรดานางอัปสรทั้งที่ปราสาทนครวัดและปราสาทบายน (ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล, ศาสนาพราหมณ์ในอาณาจักรขอม, เรียบเรียงจากบทความของ Kamaleswar Bhattacharya เรื่อง Les Religions Brahmaniques dans I’ Ancien Cambodge d’ apres I’ Epigraphie et I’ Iconcgraphie, คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร จัดพิมพ์, 2516.)

          โดยความเป็นจริงแล้ว การฟ้อนรำในนาฏศิลป์อินเดียนั้น แตกต่างกับการฟ้อนรำของผืนแผ่นดินใหญ่ภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะมีลักษณะแตกต่างกับการฟ้อนรำไทยมากทั้งในจังหวะซึ่งคล่องแคล่วว่องไวรวดเร็วกว่าของไทย และการใช้อวัยวะต่างๆ ซึ่งดูออกจะหนักหน่วงและเด็ดขาดกว่าการใช้อวัยวะในการฟ้อนรำไทย ท่ารำต่างๆ ของอินเดียในสมัยก่อน ซึ่งปรากฏเป็นตำรับตำรานั้น หากจะพิจารณาดูแล้วก็เห็นว่าไม่มีความคล้ายคลึงกับท่ารำของไทย (นาฏศิลป์ไทย, โดย หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช, ธนาคารกรุงเทพ จัดพิมพ์, 2526.)

          ย่อมเห็นชัดเจนจากโขน-ละครที่สืบทอดมาถึงทุกวันนี้ นอกจากคติ“รามายณะ” (หมายถึงโครงเรื่องหลักของรามเกียรติ์) ที่รับมาจากทมิฬอินเดียใต้แล้ว ท่าฟ้อนระบำรำเต้นของโขน-ละคร ไม่ว่าจะเป็นตัวพระ, นาง, ยักษ์, ลิง ล้วนเป็น “สามัญลักษณะ” ที่มีพัฒนาการอยู่ในสุวรรณภูมิมาแต่ยุคโลหะ และไม่มีความต่อเนื่องคล้ายคลึงกับนาฏศิลป์ของอินเดีย

          ดังนั้น แบบแผน “นาฏศาสตร์” หรือนาฏศิลป์อินเดียโบราณจึงมิได้มีอิทธิพลเหนือแบบแผนการละเล่นเต้นฟ้อนที่มีพัฒนาการอยู่ในดินแดนสุวรรณภูมิอุษาคเนย์

 

อัปสร ภาพสลักที่ปราสาทนครวัด ราว พ.ศ. 1650 (จากหนังสือ Ruins of Angkor Cambodia in 1909 by P. Dieulefils, Photo-Editor in Hanoi, Facsimile edition published by River Books, Bangkok 2001)

นางรำ ภาพสลักที่ปราสาทพระขรรค์ (จากหนังสือ Ruins of Angkor Cambodia in 1909 by P. Dieulefils, Photo-Editor in Hanoi, Facsimile edition published by River Books, Bangkok 2001)

อัปสร ภาพสลักที่ปราสาทบายน ราว พ.ศ. 1750 (จากหนังสือ Ruins of Angkor Cambodia in 1909 by P. Dieulefils, Photo-Editor in Hanoi, Facsimile edition published by River Books, Bangkok 2001)

ท่าฟ้อนรำจากประติมากรรมในวัฒนธรรมขอม หลัง พ.ศ. 1500 ล้วนเป็นแบบแผนยืด-ยุบ ตามสามัญลักษณะของสุวรรณภูมิ โดยไม่มีอิทธิพลอินเดีย (จากภาพ) หน้าบันรูปศิวนาฏราชและทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ ปราสาทพนมรุ้ง (จ. บุรีรัมย์) (จากหนังสือเมืองพิมาย ของ ดร. ธิดา สาระยา พ.ศ. 2535)

ท่าฟ้อนรำจากประติมากรรมในวัฒนธรรมขอม หลัง พ.ศ. 1500 ล้วนเป็นแบบแผนยืด-ยุบ ตามสามัญลักษณะของสุวรรณภูมิ โดยไม่มีอิทธิพลอินเดีย (จากภาพ) นางรำ ปูนปั้นประดับทับหลังกู่สีดา (จ. นครราชสีมา) ภาพโดย อ. มานิต วัลลิโภดม (จากหนังสือเมืองพิมาย ของ ดร. ธิดา สาระยา พ.ศ. 2535)

อัปสร? ฟ้อนระบำ (จากภาพ) ขนาบพระพุทธรูปยืน ภาพสลักบนทับหลังที่ปราสาทพิมาย ราว พ.ศ. 1650 อ. พิมาย จ. นครราชสีมา (จากหนังสือเมืองพิมาย ของ ดร. ธิดา สาระยา พ.ศ. 2535)

อัปสร? ฟ้อนระบำ (จากภาพ) นางรำเรียงเป็นแถวถวายไตรโลกยวิชัย ภาพสลักบนทับหลังที่ปราสาทพิมาย ราว พ.ศ. 1650 อ. พิมาย จ. นครราชสีมา (จากหนังสือเมืองพิมาย ของ ดร. ธิดา สาระยา พ.ศ. 2535)