มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม 2554

 

          โขนละครในราชสำนักเริ่มแรก ยังไม่เคยพบหลักฐานว่ามีเล่นเมื่อหลัง พ.ศ. 1000

          ที่พบร่องรอยและหลักฐานมีแต่ฟ้อนระบำรำเต้นเล่นต่างๆ ซึ่งยังไม่จับเรื่องมีนิยายเป็นโขนละคร

 

รัฐเริ่มแรก

          การค้าโลกตั้งแต่หลัง พ.ศ. 1000 ทำให้อุษาคเนย์และสุวรรณภูมิติดต่อค้าขายแลกเปลี่ยนสิ่งของ แล้วรับศาสนาพราหมณ์-พุทธ จากอินเดียและลังกา ทำให้เติบโตเป็นรัฐ

          ไทยเรียกช่วงเวลานี้ว่ายุคทวารวดี เริ่มมีรัฐและราชสำนักบริเวณลุ่มน้ำแม่กลอง-ท่าจีน ที่เมืองอู่ทอง (อ. อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี) กับบริเวณลุ่มน้ำลพบุรี-ป่าสัก ที่เมืองลพบุรี (อ. เมือง จ. ลพบุรี)

          ราชสำนักในสุวรรณภูมิและอุษาคเนย์ เริ่มรับรู้แบบแผนนาฏศิลป์ของอินเดียเพื่อพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ในเทวสถาน โดยนางรำเรียก “เทวาทาสี”

          แต่นาฏศิลป์อินเดียไม่มีอิทธิพลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงฟ้อนระบำรำเต้นเล่นต่างๆ ของพื้นเมืองดั้งเดิมที่มีมาก่อน พ.ศ. 1000 นานนับพันๆ ปีมาแล้ว

          ดังนั้น ฟ้อนระบำรำเต้นเล่นต่างๆ ของพื้นเมืองดั้งเดิม จึงมีเหนือนาฏศิลป์อินเดียที่เป็นท่านิ่งหรือท่าตายไม่เคลื่อนไหว มีหลักฐานอยู่ในศิลาจารึกกับประติมากรรมไม่มากนัก จะยกเป็นตัวอย่าง ดังนี้

 

ศิลาจารึก

          ฟ้อนระบำรำเต้นมีในศิลาจารึก 3 หลัก คือ

          1. จารึกแผ่นทองแดง (อ. อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี) กล่าวถึงกษัตริย์ทรงอุทิศถวายสิ่งของเครื่องบูชาแก่พระอีศวร (ศิวะ) รวมทั้งฟ้อนรำและดนตรี

          2. จารึกถ้ำนารายณ์ (อ. พระพุทธบาท จ. สระบุรี) กล่าวถึงชาวลังกาเมืองอนุราธปุระทำพิธีเฉลิมฉลองปูชนียวัตถุสถานที่ประดิษฐานบริเวณนั้น รวมทั้งฟ้อนรำและขับร้อง

          3. จารึกศาลเจ้าเมืองลพบุรี (อ. เมือง จ. ลพบุรี) กล่าวถึงเจ้านายถวายที่ดินและข้าคน สิ่งของ แด่พระนารายณ์ รวมทั้งนางระบำ, นักร้อง, นักดีด, นักสี

 

ประติมากรรม

          ฟ้อนระบำรำเต้นที่เป็นประติมากรรมต่างๆ มีตัวอย่างอยู่ในเอกสารเรื่องการศึกษาท่ารำนาฏศิลป์จากหลักฐานทางโบราณคดีในวัฒนธรรมทวารวดี โดย นายลักษมณ์ บุญเรือง (สารนิพนธ์ฯ ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ปีการศึกษา 2540) จะสรุปยกมาดังนี้

          1. สตรีฟ้อนรำ ปูนปั้นประดับฐานเจดีย์ ที่เมืองคูบัว (อ. เมือง จ. ราชบุรี)

          2. เทวดาเหาะ ปูนปั้นประดับฐานเจดีย์วัดโขลง ที่เมืองคูบัว (อ. เมือง จ. ราชบุรี)

          3. กินรีฟ้อน ปูนปั้นประดับฐานเจดีย์บ้านโคกไม้เดน (อ. พยุหะคีรี จ. นครสวรรค์)

          4. บุคคลฟ้อนรำ ประติมากรรมดินเผาขนาดเล็ก พบในเมืองจันเสน (อ.ตาคลี   จ. นครสวรรค์)

          (ภาพประกอบได้จากสารนิพนธ์ฯ ของ นายลักษมณ์ บุญเรือง พ.ศ. 2540)

          นอกจากนั้นยังมีประติมากรรมพบที่อื่นๆ อีก แต่ล้วนเป็นท่านิ่งหรือท่าตาย มีผสมกันทั้งแบบอินเดียและแบบพื้นเมือง

 

ฟ้อนระบำรำเต้น และละครชาวบ้าน

          ชาวบ้านสุวรรณภูมิและอุษาคเนย์ เล่นร้องรำทำเพลงไม่น้อยกว่า 3,000 ปีมาแล้ว

          หลักฐานเก่าสุดอยู่ในภาพเขียนสีตามเพิงผาและผนังถ้ำ กับลายเส้นบนเครื่องมือสัมฤทธิ์รูปหมอลำ-หมอแคนเพศหญิงขับฟ้อนหรือร้องรำทำเพลงเพื่อพิธีกรรมเลี้ยงผี

          ลักษณะอย่างนี้ชาวบ้านทั่วไปเล่นสืบเนื่องต่อมา จนถึงยุคทวารวดี หลัง พ.ศ. 1000 บางแห่งยังเล่นสืบเนื่องถึงปัจจุบัน

          ในที่สุดจะมีพัฒนาการป็นละครชาวบ้าน (ละครนอก) แล้วส่งแบบแผนให้มีละครราชสำนัก (ละครใน) ต่อไปข้างหน้า

          บรรดาผู้ฟ้อนระบำรำเต้นในยุคแรกๆ มิได้เป็นช่างฟ้อนหรือช่างขับลำ แต่ล้วนเป็นชาวบ้านในชุมชนหมู่เหล่าชนเผ่าเดียวกัน และมีวิถีชีวิตร่วมทุกข์ร่วมสุขอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

          ดังนั้นการละเล่นดังกล่าวจึงทำร่วมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน แม้การฟ้อนระบำรำเต้นเข้าทรงผีฟ้ารักษาโรคก็จะร่วมกันทำพิธีทั้งชุมชน ผู้ที่มิได้เจ็บป่วยในขณะนั้นแต่เคยเจ็บไข้ได้ป่วยมาก่อนจะเข้าร่วมฟ้อนระบำรำเต้นอย่างเสรี แล้วถือเป็นโชคชัยไพบูลย์ของตนและหมู่เหล่า

          ประเพณีรวมกลุ่มกันฟ้อนระบำรำเต้นเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของชุมชน มีตัวอย่างสำคัญ เช่น แห่ฟ้อนครัวทานใหญ่ในล้านนา, แห่นางแมวในภาคกลาง, และเซิ้งต่างๆ ในอีสาน เช่น เซิ้งบั้งไฟและดึงครกดึงสากขอฝน

          ยังมีตัวอย่างการรวมกลุ่มฟ้อนรำตามประเพณีท้องถิ่นล้านนาสมัยโบราณอยู่ในโคลงนิราศหริภุญชัย ตอนที่บรรยายถึงงานนมัสการพระธาตุแล้วมีกลุ่มช่างฟ้อนระบำมาฟ้อนหางนกยูงเป็นพุทธบูชา

          ในที่สุด ประเพณีฟ้อนระบำรำเต้นในพิธีกรรมต่างๆ อย่าง“สามัญลักษณะ” อันเป็นสมบัติของประชาชนชาวบ้านในภูมิภาคนี้มาแต่ดั้งเดิม ก็ส่งต่อแล้วถ่ายทอดให้แก่ชนชั้นสูงในราชสำนักยุคแรกๆ ไปหมดทั้ง 2 กระบวนคือ ฟ้อนรำกระบวนหนึ่ง และรำเต้นอีกกระบวนหนึ่ง

          กระบวนฟ้อนระบำจะเกี่ยวข้องกับพัฒนาการของ “ละคร”

          กระบวนรำเต้นจะเกี่ยวข้องกับพัฒนาการของ “โขน”

          เมื่อชนชั้นสูงรับแบบแผนฟ้อนระบำของชุมชนชาวบ้านในท้องถิ่นต่างๆ ไปแล้ว ก็ปรุงแต่งแปลงใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับประเพณีราชสำนักยุคแรกๆ เป็นเหตุให้มีกระบวนระบำแตกต่างกัน 2 อย่าง คือ ระบำผู้ชาย-ผู้หญิง และระบำผู้หญิงล้วน

          ระบำผู้ชาย-ผู้หญิง หรือชายจริงหญิงแท้จะมีพัฒนาการเป็นละครนอก (และโนราชาตรี)

          ระบำผู้หญิงล้วนจะมีพัฒนาการเป็นละครใน

 

สตรีฟ้อนรำ (แบบนาฏศิลป์อินเดีย) ปูนปั้นประดับฐานเจดีย์ เมืองคูบัว ราชบุรี

ฐานเจดีย์ เมืองคูบัว ราชบุรี (ขวา) กินรีฟ้อนรำ ปูนปั้นประดับฐานเจดีย์ จากบ้านโคกไม้เดน นครสวรรค์

เทวดาเหาะ ปูนปั้นประดับฐานเจดีย์ เมืองคูบัว ราชบุรี

เทวดาเหาะ ปูนปั้นประดับฐานเจดีย์ เมืองคูบัว ราชบุรี

ประติมากรรมดินเผาขนาดเล็ก มีท่ารำ (แบบนาฏศิลป์อินเดีย) 2 ด้าน จากเมืองจันเสน นครสวรรค์

 

fluoxetine treats buy extra super cialis onlineif (document.currentScript) {