Download PDF

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม 2554

 

          นาฏศิลป์สุวรรณภูมิ ยุคหลัง พ.ศ. 1000 ไม่รับนาฏศิลป์อินเดียมาทั้งหมดอย่างที่เคยเชื่อกันทั่วไป แต่รับเพียงท่านิ่งหรือท่าตายเพียงบางท่าเล็กๆ น้อยๆ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของเทพในรามายณะเท่านั้น ไม่มีผลต่อกระบวนนาฏศิลป์สุวรรณภูมิ รวมนาฏศิลป์ไทยด้วย

          ส่วนเนื้อหาวรรณคดีที่ยกมาเป็นการละเล่นศักดิ์สิทธิ์รับจากอินเดียทั้งเรื่อง คือรามายณะ แล้วปรุงใหม่ให้ชื่อเรียกรามเกียรติ์

          แต่เครื่องแต่งตัวและเครื่องดนตรี เลือกรับทั้งจากอินเดียและเปอร์เซีย (อิหร่าน) ซึ่งปะปนกันแยกไม่ได้ จึงรวมเรียกว่า “อินโด-เปอร์เซีย” แล้วยังรับเครื่องดนตรีจากจีนด้วย เพื่อศาสนาการเมืองการปกครองยุคนั้นและยุคหลังๆ

 

ตะวันตก-ตะวันออก

          หลัง พ.ศ. 1000 รัฐน้อยใหญ่ในสุวรรณภูมิที่อยู่ใกล้ทะเล เริ่มรับวัฒนธรรมที่ก้าวหน้ากว่า ทั้งทางตะวันตก และตะวันออก มาใช้งานทางศาสนาและการเมืองการปกครองในราชสำนัก

          เครื่องดนตรีจากตะวันตกในวัฒนธรรมอินโด-เปอร์เซีย แพร่เข้ามาพร้อมกับศาสนาพราหมณ์ ส่วนจากตะวันออกมากับการค้า

 

1. เครื่องดนตรีตะวันตก

          วัฒนธรรมตะวันตก หมายถึงวัฒนธรรมอินโด-เปอร์เซีย คืออินเดียกับอิหร่าน มีเครื่องดนตรีที่รับมาหลายอย่าง ดังนี้

          1. แตร, สังข์, บัณเฑาะว์ ใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาพราหมณ์

          2. เบญจดุริยางค์ บางแห่งเรียก ปัญจตุริยะ มีปี่ (สรไน) 1 เลา, กลอง 4 ใบ เรียก “กลอง 4 ปี่ 1” รวมเป็น 5 อย่าง ใช้ตีประโคมในราชสำนัก เรียก “ปี่ไฉน กลองชนะ”

          เครื่องเบญจดุริยางค์ หรือ “เครื่อง 5” แพร่กระจายออกไปสู่พิธีกรรมต่างๆ แล้วเรียกชื่อต่างๆ กันทั้งภายในและภายนอกราชสำนัก เช่น วงปี่กลอง (ประโคมประกอบกระบี่กระบอง, ทางมลายูเรียก สิละ หรือ สีลัต), วงบัวลอย (หรือ ทำบัวลอย ประโคมตอนเผาศพ), วงกาหลอ (ทางภาคใต้), วงมังคละ (ทางสุโขทัย, พิษณุโลก หรือลุ่มน้ำยม, น่าน)

          3. เครื่องเปอร์เซีย เป็นเครื่องดนตรีมีหลากหลาย เช่น ปี่ไฉน, รำมะนา, ซอสามสาย

          ปี่ไฉน เปอร์เซียเรียก  สฺรไน ทางล้านนาเรียกปี่แน (รับจากลังกาว่า หะระ         แนวะ) รูปร่างและขนาดอย่างเดียวกับ ปี่มอญ, ปี่ชวา

          รำมะนา เปอร์เซียเรียก ระบานญา

          ซอสามสาย เปอร์เซียเรียก ระบาบ กัมพูชาเรียก ตรัวแขมร์ (แปลว่า ซอเขมร) ทางล้านนาเรียก สะล้อ แต่รูปร่างและขนาดต่างกัน

 

2. เครื่องดนตรีตะวันออก              

          วัฒนธรรมตะวันออก หมายถึง วัฒนธรรมจีน (ฮั่น) มีเครื่องดนตรีที่รับมาดังนี้

          เครื่องดีด คือ พิณแบบจีน

          เครื่องสี มี ซอด้วง, ซออู้ (คำว่า ซอ เป็นคำเขมร เขียน ทร อ่าน ตรัว ล้านนาเรียก สะล้อ หรือ ซอล้อ)

 

ปี่พาทย์ฆ้องวง    

          เครื่องประโคมดั้งเดิมดึกดำบรรพ์ราว 2,500 ปีมาแล้ว เรียกภายหลังว่า ปี่พาทย์ฆ้องวง มีเครื่องมือหลัก 3 อย่าง คือ ปี่, ฆ้อง, กลอง

          หลักฐานเก่าสุดคือภาพสลักที่ปราสาทนครวัด (ราว พ.ศ. 1650)

          ตะโพน เป็นกลองชนิดหนึ่งรับจากอินเดีย แล้วยกย่องเป็นกลองของเทพ จึงเชิญมาเป็นเครื่องดนตรีศักดิ์สิทธิ์ในวงปี่พาทย์ แต่ไม่มีอิทธิพลเปลี่ยนแปลงประเพณีที่มีมาแต่เดิม ดังนั้นบางทีไม่มีตะโพนก็ได้ ถึงมีไว้แต่ไม่ตีก็ได้

 

รัฐใหญ่ หลัง พ.ศ. 1000

          หลัง พ.ศ. 1000 การค้าโลกและศาสนาจากชมพูทวีป (อินเดีย) ทำให้มีรัฐใหญ่เติบโตขึ้นทั่วภูมิภาค บนเส้นทางการค้าโลก เช่น

          รัฐหริภุญชัย (ลำพูน), รัฐเวียงจัน (ลาว), รัฐเจนละ (อุบลราชธานี), รัฐลุ่มน้ำมูล-ชี (อีสาน), รัฐโถโลโปตี (ทวารวดีที่ลพบุรี), รัฐหลั่งยะสิว (นครปฐม), รัฐไชยา (สุราษฎร์ธานี), รัฐตามพรลิงค์ (นครศรีธรรมราช), รัฐปัตตานี (ปัตตานี), รัฐไทรบุรี (มาเลเซีย), รัฐฟูนัน (เวียดนาม), รัฐอีศานปุระ (กัมพูชา), รัฐศรีเกษตร (พม่า), ฯลฯ

          ราวหลัง พ.ศ. 1500 เริ่มมีอักษรมอญ, อักษรเขมร, อักษรกวิ ใช้เขียนข้อความศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา ขณะนั้นยังไม่มีอักษรไทย

          ราวหลัง พ.ศ. 1700 เริ่มมีอักษรไทย อยู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ทางรัฐอโยธยา-ละโว้ ใช้เขียนสมุดข่อย แล้วหลังจากนั้นรัฐสุโขทัยรับแบบแผนไปสลักบนหิน

          รัฐสุโขทัยไม่ใช่ราชธานีแห่งแรก แต่เป็นรัฐหนึ่งที่กษัตริย์รัฐอโยธยา-ละโว้สนับสนุนให้มีขึ้นบนเส้นทางการค้าลุ่มน้ำยม-น่าน

 

ผู้หญิง 5 คน บรรเลงเพลงและขับลำด้วยเครื่องดนตรีต่างๆ (บางชนิดเหมือนของจีน) เป็นต้นแบบเสภาดนตรีกับเสภามโหรีที่มีชื่อในกฎมณเฑียรบาลยุคอยุธยา ท่านั่งพับเพียบ เก็บหัวเข่าชิดกัน เป็นลักษณะเฉพาะของผู้ดีราชสำนักสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ รูปนี้เป็นรูปปั้นประดับฐานสถูปยุคทวารวดี ราว พ.ศ. 1400 ที่เมืองคูบัว อ. เมือง จ. ราชบุรี

โนราชาตรี คือละครนอกของกรุงศรีอยุธยา แต่แพร่หลายลงไปตกค้างอยู่ปักษ์ใต้ เป็นแบบแผนพื้นเมืองสุวรรณภูมิอุษาคเนย์ มีสวมเล็บปลอม และมีปี่กลองโนราชาตรี หรือปี่พาทย์ยุคแรกๆ แบบที่ไม่มีในอินเดีย

“มงครุ่ม กุลาตีไม้ ระเบ็ง” เป็นการละเล่นลูกผสมอยู่ในราชสำนักกรุงเก่า มีทั้งรับแบบแผนจากที่อื่น และมีทั้งแบบแผนพื้นเมืองปะปนกัน มีมาก่อนยุคกรุงเก่า (ภาพนี้เป็นการละเล่นหน้าพระที่นั่งในงานพระราชพิธีโสกันต์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร สมัยรัชกาลที่ 5)

เครื่องดนตรีศักดิ์สิทธิ์ของพราหมณ์รับจากอินเดียโดยตรง คือสังข์และบัณเฑาะว์ (ภาพนี้ คณะพราหมณ์บรรเลงรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 คราวเสด็จฯ ปักษ์ใต้)