Download PDF

มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 12 ตุลาคม 2554

 

          หมอพูนพิศ อมาตยกุล กรุณาหอบหนังสือวิชาการเล่มเก่าๆ ของคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ไปให้อ่าน ล้วนแต่ไม่มีวาสนาเคยเห็นมาก่อน

          เมื่อเห็นก็รีบกราบหมอพูนพิศ แล้วรีบอ่านทุกเล่มจนหมดสิ้น

          เล่าขานตำนานศาลายา (พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2550) มีคำอธิบายในเล่มนี้ว่า ศาลายาเป็นชื่อที่เพิ่งใช้เรียกกันสมัยรัชกาลที่ 4 หลังขุดคลองมหาสวัสดิ์ แล้วเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) สร้างศาลามีบันทึกตำรายาไว้

          จากนั้นคนก็เรียกบ้านศาลายาสืบมาจนปัจจุบัน

          คลองโยง เป็นคลองดั้งเดิม เชื่อมคลองบางกอกน้อย แม่น้ำเจ้าพระยา กับแม่น้ำท่าจีน ให้ไปมาหากันสะดวก โดยผ่านไปทางศาลายา

          ชื่อคลองโยง มาจากเรือผ่านคลองตรงนี้ต้องเอาเชือกโยงควายให้ลากไปตามคลองที่เล็กและตื้นมีโคลนตมอยู่เต็ม ดังกลอนนิราศพระแท่นดงรังของเสมียนมี บอกว่า

          มาตะบึงลุถึงหัวโยงเชือก                    เป็นโคลนเทือกท้องนาชลาสินธุ์

          คลองก็เล็กน้ำก็ตื้นเห็นพื้นดิน             ไม่น่ากินน้ำท่าระอาใจ

          ต้องจ้างโยงโยงเรือเหลือลำบาก         ให้ควายลากเรือเลื่อนเขยื้อนไหว

          ผูกระนาวยาวยืดเป็นพืดไป                 ทั้งเจ๊กไทยปนกันสนั่นอึง

          สุนทรภู่ก็ยืนยันเรื่องเรือโยงตรงกันไว้ในนิราศพระประธม กับ โคลงนิราศสุพรรณ

          ที่มีข้อสันนิษฐานว่าคลองโยงเดิมเป็นทางเกวียน แล้วเป็นคลองทีหลัง ยังไม่น่าเชื่อ

          มีแต่ว่าเดิมเป็นคลองเล็กคดเคี้ยว แล้วเอาวัวควายไถถากลากโคลนเลนออกให้ตรงและกว้าง เหมือนที่อื่นๆ เคยทำมาก่อนแล้ว เช่น คลองบางกอก (แม่น้ำเจ้าพระยาหน้าศิริราช), คลองมหาไชย (ไปแม่น้ำท่าจีน)

          พระปฐมเจดีย์ มีผู้เขียนไว้ในหนังสือเล่าขานตำนานศาลายา ว่าเจ้าฟ้ามงกุฎ (ร.4) ทรงออกผนวชในสมัย ร.3 แล้วเสด็จธุดงค์ไปค้นพบองค์พระปฐมเจดีย์

          ขอปรับความเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่าพระปฐมเจดีย์ เป็นชื่อใหม่มีขึ้นสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นี้เอง

          ยุคก่อนอยุธยาเรียก “พระมหาธาตุหลวง” ขอม (เขมร) เรียกว่า “พระธม” มีในจารึกวัดศรีชุม กรุงสุโขทัย

          ยุคปลายอยุธยาเรียก “พระประทม” คู่กับ“พระประโทน” มีในเอกสารจากหอหลวงกรุงเก่า

          แสดงว่าพระสถูปมหาธาตุหลวงมีมาแต่ยุคทวารวดี ราว พ.ศ. 1400 แม้บ้านเมืองรกร้างไป แต่มีคนมานมัสการมิได้ขาด แล้วเป็นที่รับรู้ทั่วไปสืบเนื่องถึงยุคอยุธยา, ธนบุรี, จนรัตนโกสินทร์

          เจ้าฟ้ามงกุฎเสด็จธุดงค์ไปนมัสการตามคำบอกเล่าจากคนที่ไปนมัสการมาก่อน จึงมิได้ทรงไปค้นพบ และไม่มีใครค้นพบ เพราะเจดีย์ไม่เคยร้าง

          คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ยังมีหนังสือเล่มอื่นๆ อีก ล้วนเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ดังนี้

          สำรับศาลายา (พ.ศ. 2553) เป็นหนังสือชวนชิมสารพัดอาหารย่านศาลายา

          มหาสวัสดี (พ.ศ. 2553) ที่ระลึกครบรอบ 150 ปี แห่งการขุดคลองมหาสวัสดิ์

          ประวัติสุนทรภู่ ฉบับพระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาละลักษมณ์) (พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2554)

          ผมอ่านแล้วทุกเล่ม ล้วนมีคุณค่ามากทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นย่านศาลายา สมเป็นสถาบันมีวิทยาเขตอยู่ที่นั่น วิทยาเขตของสถาบันอื่นๆ ควรดูเป็นเยี่ยงอย่างแล้วทำตาม

          แต่เล่มประวัติสุนทรภู่ฯ สับสนจนอ่านไม่เข้าใจ ต้องอ่านใหม่อีกหลายรอบ แต่ไม่มั่นใจว่าจะรู้เรื่อง เพราะปัญญาไม่ถึงขั้น