มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 23 กันยายน 2554

          ร้องรำทำเพลงหรือนาฏศิลป์ดนตรี ย่อมมีเป็นพื้นฐานดั้งเดิมดึกดำบรรพ์ของสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์มาช้านานนักหนาแล้ว ก่อนรู้จักมักคุ้นกับอารยธรรมอินเดีย

เมื่อมีการติดต่อสังสรรค์ทางสังคมวัฒนธรรมกับอินเดีย ประเพณีการละเล่นต่างๆ ที่มีอยู่แล้วก็มิได้หายไปไหน และมิได้ล้มเลิกละทิ้งไป แต่ยังมีบทบาทและหน้าที่ในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวกับ “ปวงผี” สืบเนื่องมาตลอด

แต่กลับจะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นกว่าเดิม เพราะมีระบบความเชื่อใหม่ๆ จากที่อื่นแพร่หลายเข้ามาประสมประสาน จึงยิ่งเสริมฐานะ “ปวงผี” ในท้องถิ่นให้ทวีความเข้มขลังมากขึ้น เท่ากับยิ่งยกฐานะการละเล่นเต้นฟ้อนที่มีอยู่แต่ดั้งเดิมให้มีความสำคัญและศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้นไปอีก

เพราะชนชั้นสูงต้องใช้ “ช่างฟ้อน” หรือ “นางรำ” ในท้องถิ่นให้ฟ้อนระบำรำเต้นกระทำบำเรอบูชาถวายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เข้ามาใหม่เหล่านั้น

ตำราฟ้อนรำ ของสมเด็จฯ

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ แม้จะทรงจำแนกแบบแผนกระบวนฟ้อนรำของไทยออกเป็น 2 อย่าง คือ กระบวนฟ้อนรำของชาวพื้นเมือง เช่น รำซุย รำแม่สี รำเพลงเกี่ยวข้าว ฯลฯ กับกระบวนรำที่ได้แบบอย่างมาจากอินเดีย

แต่ก็ทรงเน้นกระบวนรำที่รับแบบแผนมาจากอินเดียเป็นสำคัญที่สุด เช่น กระบวนรำพิธีกรรม ตลอดจนที่เล่นระบำและโขนละคร

กระบวนรำเหล่านี้ สมเด็จฯ ทรงบอกว่าพวกพราหมณ์ที่เข้ามาเป็นครูบาอาจารย์ของชาวประเทศนี้แต่โบราณนำแบบแผนเข้ามาฝึกหัดให้ เพราะชาวอินเดียเขาถือว่าการฟ้อนรำเป็นของพระเป็นเจ้าทรงคิดประดิษฐ์ขึ้น แล้วสั่งสอนแก่มวลมนุษย์ให้ฟ้อนรำเพื่อเป็นสวัสดิมงคล ใครฟ้อนรำหรือให้มีการฟ้อนรำตามเทวบัญญัติก็เชื่อว่าจะได้รับประโยชน์ แล้วจะได้ไปสู่สุคติ

 

นาฏยศาสตร์ เมืองจิทัมพรัม

สมเด็จฯ ทรงอธิบายว่า ตำราฟ้อนรำที่พราหมณ์ชาวอินเดียนำแบบแผนเข้ามานั้น เรียกชื่อว่า “นาฏยศาสตร์” ว่าเป็นของพระภรตฤๅษีแต่งขึ้นไว้ อ้างว่าพระอิศวรเป็นเจ้าเป็นครูเดิมของการฟ้อนรำ มีท่ารำเบื้องต้น 32 ท่า แล้วเอาท่าเหล่านั้นมาติดต่อประสมกันเป็นท่าต่างๆ ขึ้น 108 ท่า บัญญัติชื่อสำหรับเรียกและมีคำอธิบายบอกไว้เป็นภาษาสันสกฤต และมีเรื่องราวเล่าเป็นนิทานตำนานพระอิศวรทรงฟ้อนรำสอนคนที่เมืองจิทัมพรัมในดินแดนทมิฬอินเดียใต้

พวกชาวอินเดียถือว่าที่เมืองจิทัมพรัมอยู่ในแคว้นทมิฬนาฑู อินเดียใต้ เป็นที่พระอิศวรได้เสด็จลงมาแสดงตำราฟ้อนรำในมนุษยโลก

ครั้นนานมาก็คิดสร้างเทวรูปพระอิศวร ปางเมื่อทรงแสดงการฟ้อนรำ เรียกว่า “นาฏราช” (หรือ “ศิวนาฏราช” บางทีเรียกเทวรูปนี้ว่า ปางปราบอสูรมูลาคนี) แล้วถ่ายแบบสร้างกันต่อๆ ไปจนแพร่หลาย เป็นเหตุให้ที่เมืองจิทัมพรัมมีเทวสถานใหญ่และสำคัญที่สุด เรียกว่า นาฏราชสถาน (Natarajar Temple) สร้างขึ้นราว พ.ศ. 1650-1700 (เป็นช่วงเวลาไล่เลี่ยกับการสร้างปราสาทพนมรุ้งที่  จ. บุรีรัมย์ และปราสาทนครวัดในเขมร)

นาฏราชสถาน มีลายประดับซุ้มประตูทางเข้า (ที่เรียกว่า “โคปุรัม” หรือ “โคปุระ”) จำหลักบนแผ่นหินเป็นรูปพระอิศวรทรงฟ้อนรำครบทั้ง 108 ท่า ตามที่มีอยู่ในตำราของพระภรตฤๅษี

ด้วยความเชื่อถือคัมภีร์ต่างๆ ของอินเดีย เช่น “สังคีตรัตนากร” และ “นาฏยศาสตร์” ทำให้นักค้นคว้าและนักวิชาการสมัยหลังๆ มักถือเป็นข้อยุติ แล้วสรุปสืบกันต่อๆ มาจนถึงทุกวันนี้ ว่าประเพณีการละเล่นร้องรำทำเพลงหรือนาฏศิลป์และดนตรีของชาวสยาม ล้วนได้แบบแผนจากเมืองจิทัมพรัม ในแคว้นทมิฬนาฑู อินเดียใต้

นาฏศิลป์สุวรรณภูมิ ไม่รับนาฏศิลป์อินเดีย

แต่ท่าฟ้อนรำศิวนาฏราชที่หน้าบันปราสาทพนมรุ้ง จ. บุรีรัมย์ และปราสาทอื่นๆ ทั้งที่อยู่ในไทยและกัมพูชา ทำขึ้นตั้งแต่ราวหลัง พ.ศ. 1600 (เกือบพันปีมาแล้ว) กลับตรงข้าม เพราะล้วนแสดงลีลาแตกต่างจากท่ารำของอินเดียทั้งสิ้น คือเป็นท่าฟ้อนรำแบบท้องถิ่น เหมือนท่าฟ้อนรำของบรรดานางอัปสรทั้งที่ปราสาทนครวัดและปราสาทบายน

แท้จริงๆ แล้วฟ้อนรำในนาฏศิลป์อินเดีย แตกต่างจากฟ้อนรำสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ ทั้งในจังหวะซึ่งคล่องแคล่วว่องไวรวดเร็ว และใช้อวัยวะต่างๆ ซึ่งดูออกจะหนักหน่วงและเด็ดขาดกว่าการใช้อวัยวะในการฟ้อนรำไทยและสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์

ท่ารำต่างๆ ของอินเดียสมัยก่อน ซึ่งปรากฏเป็นตำรับตำรานั้น หากจะพิจารณาดูแล้วก็เห็นว่าไม่มีความคล้ายคลึงกับท่ารำของไทย (นาฏศิลป์ไทย, โดย ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช, ธนาคารกรุงเทพ จัดพิมพ์, 2526.)

ท่าฟ้อนระบำรำเต้นในโขน-ละครที่สืบทอดมาแต่โบราณกาล มีแต่คติ “รามายณะ” เท่านั้นที่รับมาจากทมิฬอินเดียภาคใต้

แต่ท่าฟ้อนรำของโขน-ละคร ไม่ว่าจะเป็นตัวพระ ตัวนาง ตัวยักษ์ และตัวลิง ล้วนเป็น “สามัญลักษณะ” ที่มีพัฒนาการอยู่ในสุวรรณภูมิอุษาคเนย์สืบมาแต่ยุคโลหะ ราว 2,500 ปีมาแล้ว และไม่มีความต่อเนื่องคล้ายคลึงกับท่านาฏศิลป์ของอินเดีย

มีงานวิจัยทำวิทยานิพนธ์ในมหาวิทยาลัยศิลปากร (ของนายลักษมณ์ บุญเรือง พ.ศ. 2540, 2547) แสดงหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดี ว่าท่าฟ้อนเต้นพื้นเมืองดั้งเดิมของภูมิภาคนี้ ทำหน้าที่เป็นแกนหลักของฟ้อนรำตั้งแต่ยุคทวารวดี ราว พ.ศ. 1000 สืบเนื่องถึงยุคอยุธยา และปัจจุบัน

ส่วนท่ารำอินเดีย 108 ท่า จากจิทัมพรัม พบในประติมากรรมทวารวดีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งล้วนเป็นท่าดิบหรือท่าตาย คล้ายเป็นแค่ภาพนิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่รับมาปรับใช้เข้ากับท่าพื้นเมืองดั้งเดิม จึงไม่ใช่รับอินเดียมาทั้งหมด

ดังนั้นแบบแผน “นาฏยศาสตร์” หรือนาฏศิลป์ของอินเดียโบราณ จึงมิได้มีอิทธิพลเหนือแบบแผนการละเล่นเต้นระบำรำฟ้อนที่มีพัฒนาการเป็นของผู้คนในดินแดนสยามประเทศไทยและสุวรรณภูมิมาแต่ดั้งเดิม

 

ท่าทางการทรงตัวเป็นสามัญลักษณะของรำพื้นเมืองสุวรรณภูมิ มีย่อเข่าเรียกว่ายุบ มีมืออ่อน นิ้วยาวเหมือนสวมนิ้วใบตอง ทั้งหมดนี้ไม่มีในท่ารำของอินเดีย รูปสลักราว พ.ศ. 1650 บนหน้าบันปราสาทพนมรุ้ง จ. บุรีรัมย์

นางอัปสรร่ายรำเป็นสามัญลักษณะ สลักราว พ.ศ. 1600-1800 บนเสาประดับกรอบประตูระเบียงคดชั้นนอก ปราสาทบายน กัมพูชา

 

นางอัปสรและเทวดาร่ายรำเป็นสามัญลักษณะ ราว พ.ศ. 1700-1800 ลายปูนปั้นบนทับหลังปราสาทสีดา อ. บัวใหญ่ จ. นครราชสีมา (ถ่ายโดย อาจารย์มานิต วัลลิโภดม เมื่อ พ.ศ. 2504 จากศูนย์ข้อมูลเมืองโบราณ)

buy fluoxetine in the uk generic cialis 20 mg canada document.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);