มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 16 กันยายน 2554

         ท่าเต้นของโขน เป็นยักษ์, ลิง เน้นถ่างขา ย่อเข่า แบะออกสองข้างตั้งฉากเหมือนท่ากบ อันเป็นการละเล่นในพิธีกรรมขอฝนของคนในชุมชนดึกดำบรรพ์ราว 2,500 ปีมาแล้ว แต่ทุกวันนี้เรียกท่าตั้งเหลี่ยม

         ถีบเหลี่ยม เป็นศัพท์โขน ใช้เรียกการฝึกหัดเบื้องต้นเพื่อดัดส่วนขาให้อยู่ในท่าตั้งเหลี่ยมที่ต้องการ 

คนที่หัดเป็นยักษ์และลิงต้องย่อให้ได้เหลี่ยมตรง หมายถึงยืนหลังตรง ย่อขา แบะเข่าทั้งสองข้างให้เป็นเส้นตรงออกไป เข่าซ้ายแบะไปทางซ้าย เขาขวาแบะออกไปทางขวา จนส่วนโค้งของเข่าเป็นมุมฉาก 

ท่าโขนตั้งเหลี่ยมตรงหรือตั้งเหลี่ยมอัดหน้าตรง ไม่มีในท่าฟ้อนรำต่างๆ ที่จิทัม พรัมในอินเดีย (ดูลายเส้นในหนังสือละครฟ้อนรำ พระนิพนธ์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2546)

แต่ท่าโขนเหล่านี้มีตรงกับท่ากบ (ขอฝน) ในภาพเขียนสีทั้งที่พบในมณฑลกวางสีกับที่พบในภาคอีสานของไทย อายุราว 2,500 ปีมาแล้ว

ภาพเขียนสีบนผาลายในมณฑลกวางสีเป็นรูปคนจำนวนนับพัน ทำท่าเดียวกันเรียกท่ากบ คือยืนย่อเข่า ถ่างแข้งถ่างขาสองข้าง เหมือนท่ายักษ์ ท่าลิงในโรงโขน

         ท่ากบ หมายถึงทำท่าเป็นกบที่คนยกย่องเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ บันดาลให้มีน้ำฝนไว้ทำไร่ไถนา เกิดความอุดมสมบูรณ์ ประเพณีอย่างนี้มีทั่วไปทุกชาติพันธุ์ในอุษาคเนย์

ภาพสลักบนปราสาทหินในกัมพูชาและในอีสาน มีกองทหารนุ่งโจงกระเบนทำท่าเดินทัพ (หรือสวนสนาม) ตัดไม้ข่มนามก่อนออกรบในสมรภูมิ ล้วนตั้งเหลี่ยมอัดหน้าตรงไปในทิศทางเดียวกันเหมือนท่ากบ แสดงว่าเป็นแบบแผนพื้นเมืองอุษาคเนย์ที่ได้จากท่ากบ (ขอฝน) อันเป็นท่าเต้นศักดิ์สิทธิ์

แบบแผนภาพสลักจากท่ากบนี่เอง เป็นต้นแบบให้ท่ายักษ์ท่าลิงของโขนสืบมาจนถึงทุกวันนี้

ถ้าดูดีๆ จะเห็นว่าท่าเซิ้งบั้งไฟกับท่ารำมวยโบราณของอีสานก็มีต้นเค้ามาจากท่ากบเดียวกันนี่แหละ

สัตว์ศักดิ์สิทธิ์

คนเมื่อ 2,500 ปีมาแล้ว นับถือศาสนาผี ยกย่องสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อว่าบันดาลให้มีน้ำทำไร่ทำนา เช่น งู, กบ, ตะกวด, จระเข้, เต่า, และหมา

         หนังงู, หนังกบ, หนังจระเข้ ถลกตากแห้งทำเป็นแผ่นหนังปิดกะโหลกซอกระดองเต่า ทำกะโหลกซอและกะโหลกเครื่องดีด เช่น กระจับปี่ จระเข้ทั้งตัวตากแห้ง โดยคว้านเครื่องในทิ้งไป แล้วเอาตัวจระเข้ตากแห้งทำเป็นเครื่องดีดเรียกจะเข้ 

 

กบ, คางคก 

         กบ เป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ มักพบเมื่อฝนตกทุกครั้งไป   คนทั้งหลายเลยเชื่อว่ากบคือผู้นำน้ำจากท้องฟ้าให้ไหลหล่นลงมา อันเป็นสิ่งที่มนุษย์ในเขตร้อนชื้นต้องการเมื่อยามแล้งน้ำ

ผู้คนพากันยกย่องกบเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์  มีฤทธิ์เดชบันดาลความอุดมสมบูรณ์ให้บังเกิดแก่ชุมชนได้ ก็พากันเซ่นวักกบทั้งหลายเป็นผีสำคัญแต่นั้นมา

จึงเกิดพิธีกรรมบูชากบ คือบูชายัญ แล้วมีการละเล่นเต้นฟ้อน ด้วยการเอาโคลนมาทาเนื้อตัวแข้งขา ให้มีลวดลายอย่างกบแล้วทำท่าย่อขาแข้งเหมือนกบ พร้อมกับเซ่นวักเครื่องมือทำมาหากิน เช่น มีด, พร้า, ขวาน, ไถ, เป็นต้น เครื่องมือสัมฤทธิ์ เช่น มโหระทึก จึงมีรูปกบเป็นสัญลักษณ์สำคัญประดับหน้ากลอง ฯลฯ

ภาพเขียนบนเพิงผากับผนังถ้ำมีรูปคนทำท่าคล้ายกบ จะพบทั่วไปทั้งในบริเวณประเทศไทย (มีมากในอีสาน และที่เขาปลาร้า จ. อุทัยธานี) และประเทศใกล้เคียง แต่ที่มีมากและยิ่งใหญ่ที่สุดอยู่ในมณฑลกวางสี ทางตอนใต้ของจีน ซึ่งเป็นหลักแหล่งของกลุ่มชนพูดตระกูลภาษาลาว-ไทย

         คางคกที่ชาวบ้านสองฝั่งโขงเรียกคันคาก เป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำเช่นเดียวกับกบ และแสดงตัวพร้อมเสียงร้องเช่นเดียวกับฝนเช่นเดียวกัน ชาวบ้านสองฝั่งโขงจึงยกย่องคางคกว่าเป็นสัตว์มีคุณเอาน้ำฝนมาให้คน

แล้วแต่งนิทานเรื่องพญาคันคาก เป็นที่รู้จักแพร่หลายทั่วไปในกลุ่มชนสองฝั่งโขงสืบจนทุกวันนี้

          ตั้งเหลี่ยมเหมือนท่ากบ ในการละเล่นเต้นฟ้อนศักดิ์สิทธิ์ (ซ้าย) หนุมาน (ภาพจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ) (ขวา) ทศกัณฐ์ (ล่าง) โนรา (ภาพจากหนังสือลักษณะไทย ศิลปะการแสดง เล่ม 3 จัดพิมพ์โดย ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) พ.ศ. 2551)

   (3 แถวบน) คนทำท่ากบ เป็นต้นแบบให้ท่าโขน จากภาพเขียนยุคดึกดำบรรพ์ ราว 2,500 ปีมาแล้ว บนหน้าผาหลายแห่งที่พบในมณฑลกวางสี

          (2 แถวล่าง) ภาพเขียนยุคดึกดำบรรพ์ ราว 2,500 ปีมาแล้ว ที่พบในภาคอีสานของไทย เช่น อุบลราชธานี, อุดรธานี, เลย ฯลฯ

 

ถีบเหลี่ยมกับเต้นเสา เป็นวิธีฝึกหัดโขนเบื้องต้นเพื่อให้ตั้งเหลี่ยมอัดหน้าตรงเหมือนท่ากบ (ขอฝน) เมื่อ 2,500 ปีมาแล้ว (ลายเส้นจากหนังสือโขน ของ ธนิต อยู่โพธิ์ คุรุสภา พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2508 หน้า 167)