มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 9 กันยายน 2554

           ฟ้อนระบำ (ปัจจุบันเรียก นาฏศิลป์) เก่าสุด ราว 3,000 ปีมาแล้ว ของบรรพชนคนสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ ก่อนติดต่อกับชมพูทวีป (อินเดีย)

มีหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีเป็นลายสลักรูปช่างฟ้อนกับช่างแคน บนขวานสัมฤทธิ์พบที่เวียดนาม

ช่างฟ้อนกับช่างแคนแต่งกายคล้ายกัน คือ

           นุ่งเตี่ยว มีปล่อยชายลงสองข้าง (คล้ายเครื่องแต่งตัวของกลุ่มชาติพันธุ์สองฝั่งโขงทุกวันนี้) ลักษณะคล้ายผ้าหรือเปลือกไม้

           ปักขนนก อาจเป็นใบไม้ก็ได้ ใช้สวมหัวให้แลดูทรงสูงเป็นแฉกๆ

ลายสลักชุดหนึ่งอาจเรียกอย่างปัจจุบันว่า “ฟ้อนแคน” คล้ายเป็นเพศหญิงทุกคนมีช่างฟ้อน 2 คน กับช่างแคน 1 คน

น่าเป็นไปได้ว่าแม่หญิงช่างฟ้อนนำหน้าจะเป็น “หมอผี” หรือหัวหน้าเผ่าพันธุ์กำลังฟ้อนในพิธีกรรมขอความอุดมสมบูรณ์จากอำนาจเหนือธรรมชาติ (คือ ผี)

ช่างฟ้อนทำมืออ่อนทั้งสองข้าง แล้วกางแขนครึ่งข้อออกไปคล้ายทำท่าฟ้อนแคน ย่อเข่าเล็กน้อยแต่พองาม ก้าวขาไปข้างหน้าทางซ้าย

ขณะฟ้อนก็ขับลำไปพร้อมกัน เรียกภายหลังอย่างรวมๆ ว่า ร้องรำทำเพลง

ช่างแคนทำท่าเหมือนช่างฟ้อน จะต่างก็ที่สองมือจับเต้าแคนทำท่าเป่าเป็นทำนองคลอเข้ากับช่างฟ้อน

หลักฐานเหล่านี้มีขึ้นก่อนการติดต่อกับอินเดีย ฉะนั้นไม่ใช่ท่ารำจากอินเดีย

ยุบ ยืด สามัญลักษณะของฟ้อน

           ท่าฟ้อนแคนมีร่องรอยแบบแผนการทรงตัวเป็น “สามัญลักษณะ” ของประเพณีการละเล่นฟ้อนระบำรำเต้นในพิธีกรรมของบรรพชนคนสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์

ดังที่ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช อธิบายถึงสามัญลักษณะของการทรงตัวว่า  

           “ในช่วงบนร่างกายตั้งแต่หัวไหล่ลงไปถึงบั้นเอวจะต้องตั้งตรง ช่วงแขนทิ้งไว้ให้อ่อนไหว ส่วนขาให้เคลื่อนไหวไปตามลีลาของเพลงดนตรี  

           เมื่อเพลงดนตรีลงจังหวะก็ต้องย่อเข่าลง 

           เรียกว่า ยุบ เมื่อสิ้นจังหวะดนตรีก็เหยียดเข่าตรง เรียกว่า ยืด  

           โดยให้ขาแต่ละข้างสลับกันรับน้ำหนัก โอกาสที่จะให้ขาทั้งสองข้างช่วยกันรับน้ำหนักตัวเท่าๆ กันนั้นมีอยู่น้อยที่สุด แม้แต่อยู่ในท่าพักก็มักจะให้ขาข้างใดข้างหนึ่งรับน้ำหนัก”

(จากหนังสือนาฏศิลป์ไทย, ธนาคารกรุงเทพ พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2526)

รำสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ และรำไทย

           ท่าทางของช่างฟ้อนและช่างแคน 3,000 ปีมาแล้ว มิได้แตกต่างไปจากการละเล่นลำ (ฟ้อน) ผีฟ้า หรือลำ (ฟ้อน) รักษาโรค ต้นแบบฟ้อนรำสุวรรณภูมิ รวมทั้งรำไทย

และมิได้แตกต่างไปจากประเพณีรำ (เข้าทรง) แม่สีในสงกรานต์ ซึ่งมีโกร่ง (ไม้ไผ่) เป็นเครื่องมือตีให้จังหวะ

บรรดาการละเล่นเหล่านั้นล้วนมีลีลา “สามัญลักษณะ” เดียวกัน อีกทั้งเป็นการละเล่นในพิธีกรรมตามระบบความเชื่ออย่างใดอย่างหนึ่งร่วมกัน เพื่อกระทำบำเรอบวงสรวงปวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอำนาจเหนือธรรมชาติ และมักมีเครื่องมือดีดสีตีเป่าและขับลำคำร้องประกอบพร้อมกันไป

กิริยาที่แสดงออกมา มิได้จงใจจะให้มีเรื่องราวเข้ากับคำขับลำที่ร้อง จึงไม่มีเรื่องราวที่เป็น “นิยาย”

ดังตัวอย่างการฟ้อนเข้าทรงปวงผี ซึ่งจะมีช่างขับลำเรื่องราววิงวอนร้องขอบางสิ่งบางอย่างที่ต้องการ แต่กิริยาของบรรดาช่างฟ้อนมีลักษณะเสรี และอาจมีท่าทางต่างจากเนื้อความของคำที่กำลังขับลำก็ได้

 

3,000 ปีมาแล้ว ยุคโลหะ

           3,000 ปีมาแล้ว บรรพชนคนสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ก้าวหน้าทางเทคโนโลยี รู้จักถลุงและหลอมโลหะ เช่น สัมฤทธิ์, เหล็ก ทำเครื่องมือเครื่องใช้ จัดเป็นยุคโลหะ แต่อาจเรียกยุคสุวรรณภูมิก็ได้

มีคนภายนอกเดินทางไปมาหาสู่บนเส้นทางคมนาคมการค้าข้ามภูมิภาค ทั้งทางบกและทางทะเลเลียบชายฝั่ง ทำให้ชุมชนหมู่บ้านมีคนมากขึ้น แล้วเติบโตกระจัดกระจายไปทั่วภูมิภาค

ชุมชนหมู่บ้านขยายตัวจนเป็นเมือง แล้วเป็นรัฐขนาดเล็ก มีคนชั้นปกครอง มีระบบการปกครองแบ่งคนเป็นระดับชั้นอย่างกว้างๆ

คนในเมืองเหล่านี้นับถือศาสนาผี ต่อไปภายหน้าจะติดต่อกับชมพูทวีป (อินเดีย) แล้วเลือกรับพราหมณ์และพุทธ

มีภาษาร่วมสือสารกันในภาษาร่วมนั้นมีต้นเค้าตระกูลไทย-ลาว อยู่ด้วย ถือเป็นรากเหง้า “ภาษาไทย”

ช่างฟ้อนกับช่างแคน ต้นแบบวัฒนธรรมร่วมฟ้อนสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ รวมรำไทยด้วย (ยุคก่อนติดต่ออินเดีย) ลายเส้นคัดลอก (ขวา) จากลายสลักบนขวานสัมฤทธิ์ (ซ้าย) ราว 3,000 ปีมาแล้ว พบในเวียดนาม

ช่างฟ้อนกับช่างแคน ต้นแบบวัฒนธรรมร่วมฟ้อนสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ รวมรำไทยด้วย (ยุคก่อนติดต่ออินเดีย) ลายเส้นคัดลอก (ขวา) จากลายสลักบนขวานสัมฤทธิ์ (ซ้าย) ราว 3,000 ปีมาแล้ว พบในเวียดนาม

sildenafil citrate sublingual tablets buy cheap dapoxetine online}