มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 2 กันยายน 2554

         ร้องรำทำเพลง (นาฏศิลป์และดนตรี) ของบรรพชนคนอุษาคเนย์ในประชาคมอาเซียน มีรากเหง้าดั้งเดิมรวมกันอย่างแยกจากกันไม่ได้ราว 5,000 ปีมาแล้ว

คนร้องรำทำเพลง (นาฏศิลป์และดนตรี) รวมอยู่ในตัวคนเดียวกัน  ไม่แยกอย่างปัจจุบัน มีร่องรอยเก่าแก่อยู่ในพิธีเข้าทรงผีฟ้า (ลาว), ผีมด (เขมร), ผีเม็ง (มอญ)

ผู้หญิงยุคแรกเริ่มต้องร้องรำทำเพลง (ปากร้อง มือรำ) อยู่ในตัวคนเดียวกัน หลังจากนี้อีกนานถึงแยกเป็นนาฏศิลป์และดนตรี (ภาพจากแม่เพลง ราว 30 ปีมาแล้ว)

         ยุคนี้ ไม่มีอาชีพร้องรำทำเพลง ไม่มีช่างฟ้อน นักร้อง นักดนตรี เพราะทั้งชุมชนมีวิถีชีวิตเหมือนกันหมด คือทำมาหากินด้วยการทำไร่ไถนาหาปลาหาเนื้อและของป่า แต่มีบางคนได้รับยกย่องจากชุมชนให้มีหน้าที่ร้องรำทำเพลงด้วย

การร้องรำทำเพลงเมื่อ 5,000 ปีมาแล้ว ไม่ใช่เพื่อความบันเทิงเริงรมย์สนุกสนานส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่ง(เหมือนปัจจุบัน) แต่ต้องร้องรำทำเพลงในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น  แม้ทำท่าทางร่างกายและทำเสียงเลียนแบบสัตว์ที่จะจับเป็นอาหารก็นับเป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ด้วย

 

กระบอกไม้ไผ่

คนสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์เริ่มฟ้อนเต้นกับเครื่องดนตรี “วัฒนธรรมไม้ไผ่” เพื่อพิธีกรรมสื่อสารวิงวอนร้องขอต่ออำนาจเหนือธรรมชาติ คือผีบรรพชน โดยใช้ไม้ไผ่ขนาดต่างๆ ทำเครื่องมือ มีชื่อเรียกสมัยหลังว่า เกราะ, โกร่ง, กรับ แล้วยกย่องเป็นเครื่องมือศักดิ์สิทธิ์มี “ผี”  สิงอยู่ในเครื่องมือ

ฟ้อนเต้นกับกระบอกไม้ไผ่ หรือลำไม้ไผ่ ต่อไปจะเป็นเต้นสาก (ตำข้าว) มีตัวอย่างอยู่ในประเพณีชาวแสกเต้นสากและฟ้อน (รำ)กระทบไม้

เครื่องดนตรีเป็นเครื่องมือศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นสมบัติรวมของชุมชนให้บุคคลพิเศษเก็บรักษาไว้

ผู้หญิง 

คนร้องรำทำเพลงเป็นบุคคลพิเศษ “เพศหญิง” และเป็นคนเดียวกัน อาจเป็นหมอผี, หมอมด, หัวหน้าพิธีกรรม หรือหัวหน้าเผ่าพันธุ์ ฯลฯ มีไม้ไผ่ตีกระทบกันเป็นทำนองคลอไปด้วย

ปากร้อง มือรำ แม่เพลง ราว 30 ปีมาแล้ว

         คำขับลำเป็นคำคล้องจองสั้นๆเกี่ยวกับความเป็นมาของเผ่าพันธุ์ตน ร้องวนเวียนไปมาได้ตลอดคืน (ยุคต่อๆ ไปจะมีบทร้องยาวขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นกลอน)

บทร้องด้วยคำคล้องจองมีลักษณะเดียวกับคำขับลำทำขวัญ  ยกย่องเป็น คำศักดิ์สิทธิ์ ต้องท่องจำร่วมกันทุกคน เป็นต้นแบบกลอนเพลงในยุคต่อๆ ไปที่แม่เพลงพ่อเพลงต้องท่องจำคำขับลำเหล่านั้น แล้วเรียกกันยุคหลังว่า “ด้น” แต่แท้จริงเป็นกลอนจำ

5,000 ปีมาแล้ว ยุคหิน

5,000 ปีมาแล้ว บรรพชนคนอุษาคเนย์ในประชาคมอาเซียนเริ่มทยอยหยุดร่อนเร่ แล้วตั้งหลักแหล่งอยู่เป็นที่เป็นทาง บางแห่งรวมกันเป็นชุมชนหมู่บ้านขนาดเล็ก

คนเหล่านี้ใช้เครื่องมือทำจากหิน เรียกภายหลังว่าขวานหิน หรือเครื่องมือหิน ขณะเดียวกันก็ใช้ไม้ไผ่ไปด้วย

รู้จักทำนาปลูกข้าวเหนียวกินเป็นอาหารหลัก, เลี้ยงวัวควายไว้ใช้งาน, ทอผ้า, ทำลูกปัดเป็นเครื่องรางป้องกันผีร้าย, มีพิธีทำศพ

แหล่งสำคัญของคนยุคนี้อยู่ที่มนุษย์ชวาในอินโดนีเซีย, มนุษย์ลำปางในไทย และยังมีที่อื่นๆ ในไทยอีก เช่น บ้านโนนนกทา (ขอนแก่น), บ้านเชียง (อุดรธานี), บ้านโนนวัด (นครราชสีมา), ถ้ำลอด (แม่ฮ่องสอน), บ้านเก่า (กาญจนบุรี), บ้านโคกพนมดี (ชลบุรี), ถ้ำหมอเขียว (กระบี่), ฯลฯ 

 

 

เครื่องดนตรีในวัฒนธรรมไม้ไผ่ (ลายเส้นจากหนังสือเครื่องดนตรีไทย ของ ธนิต อยู่โพธิ์ พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. 2510)

 

(ซ้าย-ขวา) ผู้หญิงชาวแสก เมืองนครพนม กำลังเต้นสากในการต้อนรับสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อคราวเสด็จตรวจราชการ เมื่อ พ.ศ. 2449 (ภาพจากหอจดหมายแห่งชาติ)

(ซ้าย-ขวา) ผู้หญิงชาวแสก เมืองนครพนม กำลังเต้นสากในการต้อนรับสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อคราวเสด็จตรวจราชการ เมื่อ พ.ศ. 2449 (ภาพจากหอจดหมายแห่งชาติ)

ข่ากระโส้ เมืองกุสุมาลย์ ใช้กระบอกไม้ไผ่กระทุ้งดินประกอบร้องรำทำเพลง และดูดอุ มาคอยต้อนรับสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชา นุภาพ ในคราวเสด็จตรวจราชการมณฑลอุดร เมื่อ พ.ศ. 2449 (ภาพจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

viagra professional sublingual cheap female viagra pills