มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 30 กันยายน 2554

 

ชัยนาทน้ำท่วมหนักบริเวณที่ลุ่มต่ำสองฟากแม่น้ำเจ้าพระยาแถบ อ. วัดสิงห์, อ. มโนรมย์, อ. เมือง และเขตต่อเนื่อง

เพราะเป็นเขตแม่น้ำสองสายมาสบกัน คือ แม่น้ำสะแกกรัง (ไหลจากอุทัยธานี) ลงมารวมแม่น้ำเจ้าพระยา (ไหลจากนครสวรรค์) ทำให้ปริมาณน้ำช่วงพื้นที่ตรงนี้มีมากกว่าที่อื่น และไหลเชี่ยวรุนแรง

ผมนั่งรถตู้จะไป อ. มโนรมย์ ผ่านถนนพหลโยธิน ตั้งใจแวะขึ้นวัดธรรมามูล บนเนินเขาริมเจ้าพระยา แต่หาทางเข้าไม่ได้ เพราะน้ำท่วม

ต้องอ้อมไปทางสายเอเชีย ถึงแยกหางน้ำสาคร ก็เลี้ยวซ้ายตรงไปแยกคุ้งสำเภา ข้ามพหลโยธินจะเข้ามโนรมย์

แต่ไปได้ครึ่งทางถึงคุ้งสำเภาก็น้ำท่วม มีเรือมาจอดรอรับคนโดยสารอยู่กลางถนน เลยไปไหนไม่รอด ต้องจินตนาการเอาเองถึงคราวที่เคยเข้าไปสำรวจตลอดย่านริมแม่น้ำ อ. เมือง ถึง อ. มโนรมย์

ชัยนาทเขต อ. เมือง ต่อเนื่อง อ. มโนรมย์ เป็นที่ลุ่มต่ำ น้ำท่วมตั้งแต่ยุคทวารวดี

ครั้นถึงยุคอยุธยาเป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญ เช่น เหล็ก

แล้วยังน่าเชื่อว่าเป็นแหล่งช้างป่า หรือมิฉะนั้นก็เป็นแหล่งเลี้ยงช้างที่คล้องได้จากป่าแถบนั้น จึงมีคำบอกเล่าเรื่องขุนศรีสิทธิกรรม์ ปลัดโขลงช้าง สังกัดกรมช้าง ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ มีหลักแหล่งอยู่บ้านท่าฉนวน บริเวณที่ลุ่มต่ำตรงนี้ รับราชการมีความดีความชอบ จึงโปรดให้เป็นเจ้าเมืองมโนรมย์ ที่ตั้งขึ้นใหม่เพื่อพระราชทานโดยเฉพาะ

ย่านนี้จึงมีชื่อเกี่ยวกับช้าง เช่น บ้านไผ่พักช้าง, วัดไผ่พักช้าง, วัดโรงช้าง, ฯลฯ

ในแง่มุมทางประวัติศาสตร์ น้ำท่วมชัยนาท (และที่อื่นๆ) คราวนี้เป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์สังคมที่ควรบันทึกไว้ทั้งในแง่ความทรงจำ, เอกสาร, ภาพถ่ายด้วยเทคโนโลยีหลากหลาย

โดยเฉพาะภาพ ควรให้ความสำคัญ เพราะในเวลาข้างหน้าเอาออกเผยแพร่แบ่งปันสู่สาธารณะได้ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อความรู้ท้องถิ่นของเรา

ชัยนาทมีพิพิธภัณฑ์เก็บพระพุทธรูปและของเก่าอยู่ที่วัดพระบรมธาตุ ที่ไม่มีใครรู้จัก เลยไม่ค่อยมีคนเข้าชม

แต่ชัยนาทไม่มีมิวเซียมแสดงประวัติศาสตร์สังคมบอกความเป็นมาของผู้คนและบ้านเมืองชัยนาท ถ้ายกเอาน้ำท่วมเป็นจุดเริ่มต้นบันทึกรวบรวมประวัติศาสตร์สังคมชัยนาท ก็น่าจะวิเศษอย่างยิ่ง (รวมถึงที่อื่นๆ ด้วย)

ประวัติศาสตร์สังคมชัยนาท เริ่มตั้งแต่ 3,000 ปีมาแล้ว มีหลักฐานอยู่ที่โคกไม้เดน (อ. พยุหะคีรี จ. นครสวรรค์) สมัยโบราณเป็นแดนเดียวกันไม่มีแบ่งเป็นอำเภอ, จังหวัด

สืบมาจนการค้ายุคสุวรรณภูมิ, ทวารวดี, อยุธยา มีแหล่งช้าง, แหล่งเหล็ก จนถึงยุคกรุงเทพฯ มีแหล่งน้ำตาล (อ้อย) เป็นส่วยเข้ากรุงเทพฯ

ขณะนี้ต้องช่วยกันบรรเทาความเดือดร้อนจากน้ำท่วม แต่ก็ต้องบันทึกความเดือดร้อนนั้นพร้อมกันไปด้วย เพื่อเรียนรู้การแก้ปัญหารับมือน้ำท่วม แล้วบริหารจัดการน้ำโดยรวม

ไทยต้องมีปัญหาเดือดร้อนเรื่องน้ำและดินตลอดกาลนานนิรันดร

แต่เราเรียนรู้น้อยเรื่องบริหารจัดการน้ำโดยรวมอย่างเป็นระบบตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันและอนาคต ทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้ง

ที่รู้ก็เฉพาะในหมู่นักปราชญ์นักวิชาการทางเทคโนโลยี แต่คนทั่วไปไม่รู้ เพราะระบบการศึกษาไทยให้แต่เรื่องไกลตัว ที่ใกล้ตัวไม่มีให้ ใครอยากรู้ต้องหาเอง

มิวเซียมน้ำจะตอบสนองการเรียนรู้ด้วยตัวเอง หรือเรียนรู้ทางเลือกตามอัธยาศัยตลอดชีวิตเรื่องน้ำและดิน

fluoxetine generic prozac price of temovate}