มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 27 กันยายน 2554

           “โลกทรรศน์ของคนไทย ยังเคยชินอยู่กับวิถีชีวิตในหมู่บ้าน 

           ฉะนั้น จึงมองการเมือง, ความสัมพันธ์เศรษฐกิจและสังคม, และมองศีลธรรมแบบหมู่บ้าน”

           ข้อความที่ยกมานี้ อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ เพิ่งอ้างมาเขียนคอลัมน์ในมติชนสุดสัปดาห์ บอกว่าเป็นของ อ. สุลักษณ์ ศิวรักษ์ สัก 40 ปีมาแล้ว (16-22 กันยายน 2554 หน้า 28)

           โลกทรรศน์แบบบ้านๆ แม้จะหมดหรือลดไปแล้วในปัจจุบัน แต่ยังหลงเหลืออยู่บ้าง อย่างน้อยน่าจะยังมีอยู่ในตัวผมนี่เอง แม้จะไม่เป็นแบบบ้านๆทั้งหมด แต่ก็มีกมลสันดานเป็นแบบบ้านๆ นอกๆ หรือบ้านนอกๆ ขอกตื้อสะดือจุ่นอยู่ไม่น้อย

           จนทุกวันนี้เมื่อรู้จักใครสักคนครั้งแรก ผมยังใช้สันดานเดิมชอบซักถามจริงจังว่าเป็นคนที่ไหน  มาจากไหน จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน จนถึงแม่น้ำอะไร มีครอบครัวหรือยัง? มีลูกกี่คน? ฯลฯ บางทีหนักข้อถึงขั้นถามว่าพ่อกับแม่และปู่ย่าตายายเป็นคนที่ไหน?

           เมื่อมีคนไปมาหาสู่ ก็จะซักถามว่ามายังไง มากับใคร มากี่คน กินข้าวกินปลากินอะไรมาหรือยัง ฯลฯ

           พฤติกรรมอย่างนี้ มีผู้ตำหนิติเตียนว่าละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวของคนอื่น

           แรกๆ ก็คิดว่าเขาพูดล้อเลียนเล่นๆ สนุกๆ แต่ดูแล้วไม่ใช่ เพราะถูกตำหนิอย่างนี้หลายครั้งมาก เนื่องจากผมแสดงออกอย่างนั้นทุกครั้งที่มีคนไปมาหาสู่แล้วรู้จักกันครั้งแรก

           เมื่อถูกตำหนิติเตียนอย่างนั้น ผมก็ต้องขอสมาลาโทษโปรดอภัยกันยกใหญ่ ไม่มีเจตนาจะ “เสือก” ซักถามเรื่องส่วนตัว

           ผมพยายามอธิบายว่าที่ทำไปอย่างนั้น คนบ้านนอกๆ ถือเป็นสิ่งถูกต้องดีงาม เพราะตั้งแต่เกิดมาที่บ้านนอกเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว ได้ยินคนในหมู่บ้านทักทายกันอย่างนี้

           แม้แม่ผมเองก็ซักถามพูดจากับเครือญาติและเพื่อนบ้านที่ไปมาหาสู่อย่างนี้ในชีวิตประจำวัน ไม่มีใครถือว่าละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัว แต่ถือเป็นความมีกะจิตกะใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เป็นห่วงบ่วงใยรำลึกนึกถึงคนไปมาหาสู่เหมือนญาติมิตรชิดใกล้

           ถ้าไม่พูดจาปราศรัยทักทายอย่างนี้นั่นแหละใจไม้ไส้ระกำไม่ดูดำดูแดง ไม่มีไมตรีต่อกัน

           ผมยังตื่นกลัวคนหมู่มากเหมือนบ้านนอกเข้ากรุง เลยไม่กล้าเข้าสมาคมสังสรรค์งานใดๆ ทั้งนั้น ถ้าจำเป็นต้องไปก็หาที่หลบๆ ซ่อนๆ เพราะกลัวคนหมู่มากจะรำคาญ ด้วยเจียมเนื้อเจียมตัวแล้วเจียมกะลาหัวว่าเป็นพวกหมู่บ้านชนบทบ้านนอกๆ ที่ไปกันไม่ได้กับสังคมเมือง

           บริหารจัดการอย่างเป็นระบบสมัยใหม่ก็ไม่ได้ทั้งๆ มีโอกาส ทั้งนี้เพราะมีโลกทรรศน์แบบบ้านนอกๆ จึงผูกพันผู้ร่วมงานอย่างใกล้ชิดสนิทสนมแบบเครือญาติ แล้วไม่พร้อมเรียนรู้ความทันสมัย เพราะพอใจอยู่ในวิถีชุมชนหมู่บ้านแบบบ้านนอกๆ

           คนในชุมชนบ้านนอกๆ ต้องพึ่งพาธรรมชาติเป็นสำคัญที่สุด ไม่มีโอกาสพึ่งพารัฐ จึงยอมจำนนต่ออำนาจเหนือธรรมชาติ เมื่อมีปัญหาก็ต้องบนบานศาลกล่าวแล้ววิงวอนร้องขอต่ออำนาจเหนือธรรมชาตินั้นให้ช่วยเหลือเฟื้อกู้

           ผมยอมจำนนต่องานบริหารจัดการในระบบทันสมัยมาหลายครั้ง เริ่มแรกตั้งแต่ พ.ศ. 2519 ขอลาออกจากบรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์ประชาชาติ รายวัน (สำนักงานอยู่สี่แยกพญาไท ถนนศรีอยุธยา กทม.)

           แล้วจัดให้คนในกองบรรณาธิการลงมติเลือกได้บรรณาธิการบริหารคนใหม่มาทำสืบต่อ ก่อนถูกสั่งปิดด้วยอำนาจเผด็จการทหาร หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

           หลังจากครั้งนั้นแล้ว ต้องยอมจำนนอะไรต่อมิอะไรหลายครั้งนับไม่ถ้วน

           สุดท้ายก็ต้องยอมจำนนต่อชุมชนหมู่บ้านทุกวันนี้ที่เปลี่ยนแปลงก้าวหน้าไปแล้วในแนวทางที่ชาวบ้านต้องการ

           ตัวผมเองต่างหากยังไม่เปลี่ยน ทั้งๆ พยายามเปลี่ยนตามแล้ว แต่ตามไม่ทัน เลยไม่ได้เปลี่ยน เลี่ยนตัวเองชิบเป๋ง