Download PDF

มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 26 กันยายน 2554

           สังคมไทยเปลี่ยนไปแล้ว และกำลังเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เปลี่ยนไปแล้วนั้นให้เปลี่ยนไปข้างหน้าอีกเรื่อยๆ ทุกวัน

แต่กระทรวงวัฒนธรรมของทุกรัฐบาล ส่งผู้บริหารให้พยายามดึงสังคมไทยถอยหลังเข้าคลองกลับไปสู่ยุคพ่อขุนรามคำแหงทุกเวลา โดยสร้างภาพอุดมคติขึ้นมา เช่น

          “หมู่บ้านไทยมีสันติสุข มีความมั่นคงในทุกด้าน ผู้คนมีความเอื้อเฟื้อต่อกัน และสมัครสมานกลมเกลียวกันจนแทบไม่ต้องการบริการอะไรจากรัฐเลย เพราะสามารถดูแลตัวเองได้ทุกอย่าง” 

อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ เห็นว่าภาพที่ถูกสร้างขึ้นนี้ไม่มีจริงในปัจจุบัน และในประวัติศาสตร์ก็ไม่มีจริงด้วย “แต่เพื่อบรรลุเป้าหมายของชนชั้นนำก็ต้องปลูกฝังตอกย้ำเรื่องนี้กันตลอดมาจนปัจจุบัน โดยผ่านการศึกษา, สื่อ, บุคคลสำคัญ แล้วเผยแพร่ไปในหมู่เอ็นจีโอและนักเคลื่อนไหวต่างๆ เพราะชนชั้นนำไทยชอบที่จะเห็นคนไทยเป็นชาวนาเลี้ยงตนเองและสยบยอม ไม่เคยคิดจะลุกขึ้นมายุ่งเกี่ยวอะไรกับการปกครอง เพราะชาวนาเลี้ยงตนเองนั้น โดยธรรมชาติแล้วมักไม่ลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวทางการเมืองระดับชาติ ตราบเท่าที่ครอบครัวมีความมั่นคง” (นิธิ เอียวศรีวงศ์ มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 16-22 กันยายน หน้า 28)

การสร้างภาพหลอกตัวเองและหลอกคนอื่นเพื่อประโยชน์ตนเอง เรื่องหมู่บ้านไทยมีสันติสุขและเมืองไทยมีความสงบ เพราะผู้คนมีความเอื้อเฟื้อต่อกัน ฯลฯ ล้วนนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำทางวัฒนธรรม

เพราะชนชั้นนำได้เปรียบและเอาเปรียบ แต่คนในหมู่บ้านไทยเสียเปรียบและถูกเอาเปรียบ จนรู้สึกว่าถูกกระทำอย่าง “ไม่แฟร์”

เหตุที่มีความเหลื่อมล้ำทางวัฒนธรรม เพราะไทยเป็นสังคมที่มีช่วงชั้น, มีการดูถูกคนที่ด้อยกว่า, การเลือกปฏิบัติ, ผู้ทำผิดลอยนวลอยู่ได้, ฯลฯ

อ. ผาสุก พงษ์ไพจิตร จึงแนะนำวิธีลดความเหลื่อมล้ำทางวัฒนธรรมว่าสังคมต้องลงทุนในการหาทางปฏิรูประบบกระบวนการยุติธรรมให้มี fairness ไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติ (มติชน ฉบับวันพุธที่ 21 กันยายน 2554 หน้า 6)

พวกย้อนยุคพ่อขุนรามคำแหงคงแนะนำรัฐบาลให้ปฏิรูปตามคำแนะนำของ อ. ผาสุก โดยแขวนกระดิ่งไว้หน้ากระทรวงยุติธรรม

รัฐบาลต้องพิจารณาด้วยทัศนะใหม่ทั้ง 2 อย่าง คือทั้ง “วัฒนธรรม” และทั้ง “กระทรวงวัฒนธรรม” มิฉะนั้นที่คุยนักหนาว่าจะสร้างสังคมใหม่ให้เจริญก้าวหน้า ก็ ยากส์