มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 12 กันยายน 2554

          “ปฏิรูปการศึกษา ไม่สามารถหวังพึ่งรัฐบาลได้ 

          เพราะเมื่อเปลี่ยนรัฐบาล นโยบายด้านการศึกษาก็เปลี่ยน ทำให้การขับเคลื่อนไม่ต่อเนื่อง

          ผลการวิจัยจากต่างประเทศระบุว่า การปฏิรูปการศึกษาจะเกิดขึ้นจริงได้ ต้องขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 7 ปี

          โดยขับเคลื่อนผ่านพลังจากภาคประชาชน เช่น มหาวิทยาลัย, โรงเรียน, มูลนิธิ, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.), องค์กรพัฒนาเอกชนต่างๆ

          จะให้ผลยั่งยืนและตรงประเด็นมากกว่าการขับเคลื่อนจากภาครัฐ”

ข้อความยกมาเป็นของ คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) บอกกล่าวไว้ในห้องประชุมเสวนาที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี เมื่อไม่นานนี้ (มติชน ฉบับวันจันทรที่ 5 กันยายน 2554 หน้า 23)

ปฏิรูปการศึกษาแม้ต้องขับเคลื่อนผ่านพลังภาคประชาชน ก็ยังมีปัญหาแก้ไม่ตก อย่างน้อย 2 เรื่องใหญ่ๆ คือ

1. รัฐมีอำนาจควบคุมผู้บริหารโรงเรียนและผู้สอนนักเรียน ที่เป็นอุปสรรคเพราะส่วนมากแสดงตนเป็นปฏิปักษ์ต่องานปฏิรูปการศึกษา ขณะเดียวกันก็มักขัดขวางความเคลื่อนไหวของภาคประชาชน

2. พลังภาคประชาชนส่วนมากยังอ่อนแอ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัย และ อปท.

ผู้บริหารมหาวิทยาลัยมุ่งหารายได้เพิ่มจากหลักสูตรพิเศษนอกสถานศึกษา บางทีก็ถึงขนาดเปิดหลักสูตรหลอกลวงลูกหลานชาวบ้าน โดยไม่มีเยื่อใยกับการศึกษาท้องถิ่นที่มีปัญหา

ผู้บริหาร อปท. มีผลประโยชน์ทับซ้อนจากโครงการก่อสร้าง จึงมุ่งแต่จะทำโครงการที่มีการก่อสร้าง เช่น สร้างอาคารทางการศึกษา ฯลฯ แต่ไม่กระตือรือร้นเอาใจใส่เนื้อหาการศึกษา ถึงขนาดปล่อยปละละเลยจนทิ้งไปเฉยๆ โดยไม่เหลียวแล ไม่พูดถึงก็เยอะแยะไป

ปัญหาที่ยกมาล้วนมีเหตุจากการศึกษาอันล้มเหลวจากยุคก่อนหน้านี้ แล้วส่งผลให้สังคมไทยปัจจุบันมุ่งความทันสมัย แต่ไม่พัฒนา

ทำให้ปฏิรูปการศึกษาย่อมยากเย็นเข็ญใจ มองไม่เห็นความสำเร็จ หรือเห็นริบหรี่ๆ

แต่จะย่อท้อก็ไม่ได้ เพราะถ้าย่อท้อทิ้งปฏิรูปการศึกษา ก็เท่ากับเปิดช่องให้คนได้เปรียบฉวยโอกาสเบียดเบียนสังคมสะดวกมากกว่าเดิม

สังคมไทยโดยรวมก็ฉิบหายนะ 

sildenafil citrate sublingual tablets 100mg buy yasmin online}