มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 6 กันยายน 2554

          แสบกธมกัมพูชา ขึ้นทะเบียนมรดกฯกับยูเนสโก แต่สื่อไทยรายงานเป็นหนังใหญ่ไทย ทำให้คนไทยจำนวนมากเข้าใจผิด แล้วหลงโจมตีด่าทอกันอย่างผิดๆ มาแล้ว

แต่แล้วคำอธิบายเรื่องหนังใหญ่ในหนังสืองานช่างหลวง ของสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร พิมพ์เผยแพร่ประกอบนิทรรศการพิเศษ เนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย พ.ศ. 2554 (หน้า 114) มีใจความคลุมเครือชวนให้เข้าใจคลาดเคลื่อนอีกว่า

          “หนังใหญ่ เป็นมหรสพไทยซึ่งมีวิวัฒนาการมาจากระบำรำเต้น และบูรณาการกับนาฏศิลป์อันหลากหลาย” 

ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งในกรมศิลปากร ส่งหนังสือเล่มนี้มาให้เมื่อเร็วๆ นี้ ผมเลยเพิ่งเห็น แล้วเพิ่งอ่าน ทำให้มีคำถามในใจว่าแท้จริงแล้วหนังใหญ่ มาจากไหน?

          หนังใหญ่ เป็นคำไทย ตรงกับคำเขมรว่า แสบก ธม (แสบก แปลว่า หนัง, ธม แปลว่า ใหญ่) และอินโดนีเซียเรียก วาหยังกุลิต (มีรากมายังไง ผมไม่รู้)

ทั้งหมดคือ “วัฒนธรรมเล่นเงา” เป็นพิธีกรรมของมนุษย์ทั่วโลกมาก่อน

          “เล่นเงาเป็นพิธีกรรมเชื่อมโยงมนุษย์เข้ากับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หลังจากนั้นถึงกลายเป็นการละเล่นอย่างที่เข้าใจในปัจจุบัน” อาจารย์ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ (คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร) อ้างถึงจารึกบนใบลานไศวาคม พบที่เกาะชวา แล้วยกมาอธิบายไว้ในบทความเรื่องสะแบกธม, หนังใหญ่, กับ วาหยัง กุลิต การเล่นเงา มรดกร่วมของอุษาคเนย์ (พิมพ์ในมติชนรายวัน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม 2554 หน้า 21)

คำอธิบายของอาจารย์ศิริพจน์น่าฟัง และเข้าใจได้ดีกว่าอย่างอื่น จึงควรสรุปง่ายๆ อ่านเข้าใจง่ายๆ ว่า

          หนังใหญ่มีวิวัฒนาการยาวนานจากวัฒนธรรมเล่นเงา ซึ่งเป็นพิธีกรรมของมนุษย์ทั่วโลกที่เชื่อมโยงมนุษย์เข้ากับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และวิวัฒนาการร่วมกันกับแสบกธมของเขมร, วาหยังกุลิตของชวา

          ต่อจากนั้นมีพัฒนาการเป็นการละเล่นโดยผสมผสานเข้ากับประเพณีเต้นและเชิดของคนในอุษาคเนย์มาแต่ดั้งเดิมดึกดำบรรพ์

          รูปฉลุกับท่าเต้นของคนเชิดหนังใหญ่ ต่อไปข้างหน้าจะมีพัฒนาการเป็นโขน, ละคร

ไม่จำเป็นต้องเชื่อคำอธิบายนี้

แต่จำเป็นต้องเลิกตีขลุมเป็นของไทยฝ่ายเดียว