มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม 2554 

         นาฏศิลป์ไทย มีรากเหง้าเก่าแก่อยู่ในอุษาคเนย์ราว 5,000 ปีมาแล้ว เป็น “เครือญาติ” วัฒนธรรมร่วมของนาฏศิลป์สุวรรณภูมิบนผืนแผ่นดินใหญ่อุษาคเนย์

นาฏศิลป์เป็นคำที่มีผู้ผูกขึ้นใหม่ หมายถึงการละเล่นฟ้อนระบำรำเต้น

นาฏศิลป์ไทยกับนาฏศิลป์สุวรรณภูมิเป็นการละเล่นฟ้อนระบำรำเต้นเดียวกัน มีความเป็นมายาวนานร่วมกันอย่างแยกไม่ได้

เช่นเดียวกับดินแดนและผู้คนในประเทศไทย มีพัฒนาการเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับดินแดนและผู้คนสุวรรณภูมิ

รวมทั้งบรรพชนคนไทยกับประวัติศาสตร์ไทย นับเป็นส่วนหนึ่งอย่างแยกไม่ได้จากบรรพชนคนสุวรรณภูมิและประวัติศาสตร์สุวรรณภูมิ

เหตุที่ทุกวันนี้ต้องแยกกัน มาจากการล่าอาณานิคมของเจ้าอาณานิคมยุโรปเมื่อ 100 ปีที่แล้ว (ตรงกับแผ่นดินรัชกาลที่ 4, 5)

กระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ราวหลัง พ.ศ. 2488 ทำให้เกิดเส้นกั้นอาณาเขตแบ่งแต่ละประเทศออกจากกัน แล้วตัดขาดความสัมพันธ์แบบเครือญาติที่เคยมีตั้งแต่หลายพันปีมาแล้ว แต่พื้นฐานทางสังคมวัฒนธรรมยังสืบเนื่องคล้ายคลึงกัน

นาฏศิลป์ไทยกับคนไทย

นาฏศิลป์ไทยกับนาฏศิลป์สุวรรณภูมิเป็นการเล่นฟ้อนรำ มีรากเหง้าความเป็นมาเดียวกัน แยกออกจากกันไม่ได้

เช่นเดียวกับคนไทยมีบรรพชนร่วมกันกับคนสุวรรณภูมิ แยกออกจากกันไม่ได้ และไม่ได้อพยพอย่างถอนรากถอนโคนมาจากที่ไหนๆ

ดังนั้นที่ว่าคนไทยอพยพมาจากที่อื่น แล้วเอานาฏศิลป์กับดนตรีไทยติดมาด้วยจึงไม่จริง

นาฏศิลป์มีประวัติศาสตร์สังคม

ประวัติศาสตร์ของฟ้อนระบำรำเต้นและเพลง คลุกเคล้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพัฒนาการทางเศรษฐกิจ, การเมือง, สังคม ตั้งแต่ยุคแรกเริ่มตราบจนถึงปัจจุบันและอนาคต

กำเนิดของฟ้อนระบำรำเต้นและเพลง ไม่ได้มีขึ้นเพื่อความสุขสนุกสนานของมนุษย์ทั้งในแง่ส่วนตัวและส่วนรวม

แท้จริงแล้วฟ้อนระบำรำเต้นและเพลง เมื่อแรกมีพัฒนาการเพื่อวิงวอนร้องขอในพิธีกรรมเพื่อความอยู่รอดของคนและชุมชนยุคดึกดำบรรพ์ เช่น ขอให้หายเจ็บไข้ได้ป่วย, ขอให้ฟ้าฝนตกต้องตามฤดูกาล เพื่อให้พืชพันธุ์ธัญญาหารเติบโตอุดมสมบูรณ์มีกินเลี้ยง ชีวิตตลอดฤดูกาล

ต่อมาฟ้อนระบำรำเต้นและเพลงมีพัฒนาการเป็นการละเล่นศักดิ์สิทธิ์ของอำนาจรัฐ  ก่อนจะเป็นสินค้าอุตสาหกรรมตราบจนปัจจุบัน

นาฏศิลป์เพื่อพิธีกรรม ไม่ใช่นาฏศิลป์เพื่อดู

นาฏศิลป์สุวรรณภูมิ รวมทั้งนาฏศิลป์ไทย เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรม เพื่อความอุดมสมบูรณ์ในพืชพันธุ์ธัญญาหาร และรักษาโรคภัยไข้เจ็บ

ไม่ใช่นาฏศิลป์เพื่อดูเพลินๆ สนุกๆ ซึ่งเพิ่งพัฒนาขึ้นสมัยหลัง

มีคำคล้องจองแสดงลักษณะนาฏศิลป์ฟ้อนระบำรำเต้นเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรม คือ ร้องรำทำเพลง ระบุชัดเจนว่ารำ เป็นส่วนสำคัญของร้อง, และเพลงดนตรีในพิธีกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง

นาฏศิลป์ในประเทศไทย

         นาฏศิลป์ไทย หมายถึงฟ้อนระบำรำเต้นในดินแดนประเทศไทย มีทั้งคล้ายคลึงและแตกต่างอยู่ในภาคต่างๆ คือ

         ภาคเหนือ มี ฟ้อนผี, ฟ้อนแห่ครัวทาน, ฟ้อนต่างๆ ฯลฯ

         ภาคอีสาน มี ฟ้อนผี, ฟ้อนต่างๆ ฯลฯ

         ภาคใต้ มี โนรา, ชาตรี, ฯลฯ

         ภาคกลาง มี รำ, ระบำ, โขน, ละคร ฯลฯ

เทียบได้กับ คนไทย หมายถึงคนในดินแดนประเทศไทย แม้จะมีรากเหง้าเผ่าพันธุ์เป็นลาว (เหนือ, อีสาน), เขมร (ลุ่มน้ำ มูล), มลายู (ใต้) เมื่อมีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยหรือมีบรรพชนเป็นคนในไทย ก็นับเป็นคนไทยทั้งนั้น

เอกสารทางการระบุอย่างคับแคบว่า นาฏศิลป์ไทย หมายถึง รำ, ระบำ, โขน, ละคร เท่ากับยกย่องนาฏศิลป์ภาคกลางเท่านั้นเป็น “นาฏศิลป์ไทย” ส่วนภาคอื่น คือ ภาคใต้, ภาคอีสาน, ภาคเหนือ เป็น “นาฏศิลป์พื้นเมือง” เท่ากับดูถูกว่าไม่ใช่ไทย

นาฏศิลป์ไทย ไม่ได้มาจากอินเดีย

         นาฏศิลป์ไทย มีพัฒนาการร่วมกันกับนาฏศิลป์หรือฟ้อนระบำรำเต้น สุวรรณภูมิ อยู่ในภูมิภาคอุษาคเนย์ราว 5,000 ปีมาแล้ว

ฉะนั้นนาฏศิลป์ไทยไม่ได้มีกำเนิดจากเมืองจิทัมพรัม รัฐทมิฬนาฑู อินเดียใต้ ตามตำนานศิวนาฏราชปราบอสูรมูลาคนี ที่สถาบันต่างๆ ยึดถือเป็นตำราถูกต้อง

นาฏศิลป์ไทย ไม่ได้มาจากจีน

คนไทยและความเป็นไทยมีบรรพชนร่วมกันกับคนสุวรรณภูมิไม่น้อยกว่า 5,000 ปีมาแล้ว ไม่มีหลักฐานว่า “อพยพ” จากเทือกเขาอัลไต, อาณาจักรน่านเจ้า, ฯลฯ ในดินแดนจีน

ฉะนั้นนาฏศิลป์ไทยจึงไม่มีกำเนิดในจีน ไม่ว่าที่อัลไต, หรือน่านเจ้า

ร้องรำทำเพลง

         ร้องรำทำเพลง หมายถึง ร้อง, รำ, และดีดสีตีเป่า

         รำ เป็นคำเขมร เช่นเดียวกับระบำ ตรงกับคำลาวว่า ฟ้อน แล้วไทยขอยืมมาใช้ซ้อนกัน เช่น ฟ้อนรำ, เต้นรำ, ฟ้อนระบำ, เต้นระบำ ปัจจุบันผูกคำบาลีสันสกฤตเรียกรวมๆ ว่า นาฏศิลป์

         เพลง หมายถึง ทำนองได้จากเสียงสูงต่ำที่มนุษย์สร้างขึ้นมีจังหวะต่างๆ

คำนี้มีรากจากภาษาเขมรว่า เภฺลง (อ่านว่า เพลง)  

คำไทย-ลาว มีความหมายใกล้เคียงกับเพลง คือ ขับ, ลำ (มักเข้าใจผิด แล้วเขียนผิดเป็น รำ)

 

โขน (ละโคน) กัมพูชาในกรุงพนมเปญ ราว ค.ศ. 1900-1920 (พ.ศ. 2443-2463)

โขนไทยในกรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ 5

          

          อยุธยา (สยาม) รับชักนาคดึกดำบรรพ์ ต้นเค้าละโคน (โขน) จากนครวัด, นครธม (กัมพูชา)

          แล้วมีพัฒนาการเป็นโขนละคร ถ่ายเทร่วมกันมาจนถึงกรุงธนบุรี, กรุงรัตนโกสินทร์

          จึงมีทั้งส่วนที่เป็นแบบแผนเดียวกัน แล้วมีทั้งรายละเอียดบางอย่างต่างกันเพียงเล็กน้อย ที่คนดูทั่วไปส่วนมากไม่รู้

          เลยทำให้ต่างฝ่ายต่างกล่าวหากันผิดๆ  ด้วยอคติว่าอีกฝ่ายหนึ่งลอกเลียนของตนไป

cheapest viagra sublingual buy tadapox in canada