Download PDF

มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 31 สิงหาคม 2554

         การศึกษาไทยบังคับขู่เข็ญให้ท่องจำตามครูแบบเถรวาทไทย ไม่อนุญาตให้มีพลังสร้างสรรค์ซักถามทักท้วงถกเถียง

ผู้เรียนต้องการคำตอบสำเร็จรูปถูกผิดแนวเดียวจากครูเท่านั้น ไม่ต้องการทางเลือกอื่น

“หนึ่งแท็บเล็ต หนึ่งเด็กนักเรียน” (One Tablet Pc Per Child) จึงเป็นนโยบายการตลาดที่ใช้เด็กนักเรียนเป็นเครื่องมือขายของ

         “แท็บเล็ตเป็นเพียงอุปกรณ์เสริม จุดสำคัญยังอยู่ที่คน อยู่ที่คุณครู 

         และถ้าให้คุณครูตั้งหน้าตั้งตาทำวิจัย หรือเขียนรายงาน ภาระงานเพื่อเสริมวิทยฐานะ แทนที่จะดูจากผลผลิต คือตัวนักเรียน 

         ต่อให้มีแท็บเล็ต อินเตอร์เน็ตเร็วเป็นจรวด เราก็คงล้าหลัง

         และต้องคอยซื้อหรือแบมือขอเทคโนโลยีอยู่ร่ำไป”

ศ.นพ. ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกไว้ใน กรุงเทพธุรกิจ (ฉบับวันพุธที่ 17 สิงหาคม 2554 หน้า 11)

“ล้าหลัง คลั่งเทคโนโลยี” เป็นอาการป่วยของสังคมด้อยพัฒนา ที่แย่งกันขวนขวายซื้อหาเทคโนโลยีจากที่อื่นมาใช้อวดความทันสมัย (แต่ไม่พัฒนา) แล้วผลิตเองไม่ได้ ต้องซื้อเท่านั้น

โรงเรียนขาดแคลนในชนบทบางแห่ง ผู้อำนวยการบางคนไม่กระตือรือร้นให้มีห้องสมุด, ห้องทดลองวิทยาศาสตร์, ห้องดนตรี, ฯลฯ มีผู้ปกครองและศิษย์เก่าอาสาหาครูดีๆ เก่งๆ มาสอนเสริม ก็ไม่แยแส แต่กระเสือกกระสนสุดจิตสุดใจขอบริจาคเงินจากแหล่งทุนเพื่อซื้อคอมพิวเตอร์หลายเครื่อง

ถ้าได้ “หนึ่งแท็บเล็ต หนึ่งเด็กนักเรียน” ยิ่งชอบนัก คนซื้อแจกก็ชอบ ยิ่งแจกทุกปียิ่งดี เพราะไม่ใช่เงินตัวเอง แต่เป็นเงินงบประมาณจากภาษีอากร แถมได้เงินทอนก้อนโต

คนผลิตและคนขายแท็บเล็ตก็ไชโยอนุโมทนาสาธุการคนทำนโยบาย เพราะผลิตขายได้กำไร

เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือของคน ก็เปลี่ยนไปให้คนเป็นเครื่องมือของเทคโนโลยี

ที่ล้มละลายคือสังคม กลายเป็นสังคมล้มละลาย