มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 10 สิงหาคม 2554

          ภาษาไทย ราวเรือน พ.ศ. 1700 เคยเป็นภาษากลางทางการสื่อสารและการค้าของผู้คนชนเผ่าเหล่ากออันหลายหลากมากมาย บริเวณลุ่มน้ำโขง, ลุ่มน้ำสาละวิน, ลุ่มน้ำเจ้าพระยา

          ผู้คนเหล่านั้นพวกหนึ่งปัจจุบันเรียกตัวเองว่าคนไทยในประเทศไทย

          หมายความว่านานมาแล้วผู้คนพวกหนึ่ง (ไม่พูดไทย) อาจพูดภาษาอื่นมาแต่กำเนิด แต่เมื่อต้องสื่อสารกับคนอีกพวกหนึ่ง (ไม่พูดไทย) ที่พูดภาษาต่างกัน เลยต้องเรียนรู้ภาษาไทยที่ต่างยอมรับเป็นภาษากลางไว้พูดจากันได้รู้เรื่องและเข้าใจ

          ผมจินตนาการไม่ออกว่าคนไม่ได้พูดไทย แต่ต้องหัดพูดไทยเพื่อสื่อสารกับคนอีกพวกหนึ่งรู้เรื่อง จะรู้สึกยุ่งยากยังไง?

          เพราะผมเรียนภาษาอังกฤษรวม 16 ปี ตั้งแต่มัธยมต้น 6 ปี, มัธยมปลาย 3 ปี (สอบตกวิทย์/คณิต 1 ปี), มหาวิทยาลัย 7 ปี (สอบตกภาษาอังกฤษ 3 ปี)

          แต่พูดไม่รู้เรื่อง, อ่านไม่เข้าใจ, เขียนได้แค่ A-Z ทั้งๆ ต้องการรู้ และเห็นความสำคัญอย่างยิ่งของภาษาอังกฤษ

          เพื่อนฝรั่งยามนั่งกินเหล้าแต่ก่อนนี้ บอกว่าการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในไทยเป็นแบบเมืองขึ้น คือเน้นไวยากรณ์ เพื่อทำอาชีพเสมียนให้ฝรั่งเท่านั้น เลยใช้งานอื่นไม่ได้ ไม่กล้า

          ตรงนี้ไม่มีปัญญาทักท้วงถกเถียง เพราะตัวผมเองใช้งานภาษาอังกฤษไม่ได้ เลยต้องยอมรับคำอธิบายจากเพื่อนฝรั่งแล้วจดจำจนทุกวันนี้

          ปัจจุบันการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเจริญก้าวหน้าได้ผลดีมาก ด้วยเหตุต่างๆ มากมายหลายประการ

          แต่ข้อด้อยยังมีไม่น้อย ถึงกระนั้นครูบาอาจารย์ก็พยายามหาวิธีต่างๆ นานาเพื่อลดข้อด้อยให้นักเรียนกล้าใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารได้จริงกับชาวต่างชาติ (ดังมีบอกเล่าไว้ใน ชนวน จดหมายข่าวราย 2 เดือน ของสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ฉบับกรกฎาคม-สิงหาคม 2554 หน้า 20-21)

          อุปสรรคสำคัญที่อาจมองข้ามอีกอย่างหนึ่ง คือวิถีการศึกษาแบบเถรวาทไทย ที่ห้ามสงสัย ห้ามถาม ห้ามเถียง ยิ่งกระหน่ำซ้ำเติมให้ผู้เรียนไม่กล้าแสดงออกทางภาษาอังกฤษหนักเข้าไปอีก

          นี่คือปฏิปักษ์ใหญ่หลวงของระบบการศึกษาไทย ไม่แต่ภาษาอังกฤษเท่านั้น แต่ทุกเรื่อง เลยต้องตามหลังการศึกษาของเวียดนาม, มาเลเซีย ฯลฯ