Download PDF

มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม 2554

 

          กะเหรี่ยง เมื่อ พ.ศ. 2468 ในรัชกาลที่ 6 สะกดว่า เกรี่ยง ส่วน กะหร่าง สะกดว่า กร่าง

          มีหลักฐานอยู่ในหนังสือสมุดราชบุรี พ.ศ. 2468 (ที่อาจารย์ฉลอง สุนทราวาณิชย์ กรุณาส่งให้อ่านเมื่อพิมพ์ซ้ำตั้งแต่ พ.ศ. 2550)

          คำว่า กร่าง ถ้าหมายถึง กะหร่าง (กะเหรี่ยง) ชวนให้สงสัยชื่อ บ้านกร่าง จะหมายถึง บ้านกะหร่าง (กะเหรี่ยง) หรือไฉน?

          สมัยรัชกาลที่ 3 ต้นฉบับโคลงนิราศสุพรรณของสุนทรภู่ สะกด เกรี่ยง หมายถึง กะเหรี่ยง ดังนี้

ถึงนามสามชุกท่า                ป่าดง

เกรี่ยงไร่ได้ฝ้ายลง              แลกล้ำ

เรือค้าท่านั้นคง                   คอย เกรี่ยง  เรียงเอย

รายจอดทอดท่าน้ำ              นับฝ้ายขายของ

          แสดงว่ายุคสุนทรภู่ไปเล่นแร่แปรธาตุถึงสุพรรณบุรี เมื่อรัชกาลที่ 3 สามชุกเป็นชุมทางกลางดง มีพวกกะเหรี่ยงเอาสินค้าของป่ามาขาย

          โคลงบทต่อๆ ไปสุนทรภู่บอกว่ามีละว้าด้วย แสดงว่าตั้งแต่ อ. สามชุก สุพรรณบุรี สมัยต้นรัตนโกสินทร์เป็นหลักแหล่งของกะเหรี่ยงกับละว้า ต่อเนื่องถึงทิวเขาตะนาวศรี เขตกาญจนบุรีไปถึงพม่า

          กะเหรี่ยง เป็นคำไทยภาคกลางเรียกคนกลุ่มหนึ่งในตระกูลภาษาทิเบต-พม่า แต่คนภาคเหนือเรียกพวกนี้ว่า ยาง ส่วนชาวตะวันตกเรียก Karen

          บุญช่วย ศรีสวัสดิ์ บอกไว้ในหนังสือชาวเขาในไทย (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2506) ว่าคนทาง จ. เพชรบุรี และ จ. ประจวบคีรีขันธ์ เรียกกะเหรี่ยงว่า กะหร่าง

          แต่ไม่มีคำอธิบายว่าเหตุใดเรียกกะหร่าง จึงขอเดาว่าที่จริง กะเหรี่ยง, กะหร่าง เป็นคำเดียวกัน แต่ออกสำเนียงต่างกันตามลิ้นคนละถิ่น

          “กะเหรี่ยงภาคกลางส่วนมากใช้นามสกุลของภรรยา ถือว่าในโลกนี้ภรรยาเป็นใหญ่” บุญช่วยอธิบายถึงวิถีกะเหรี่ยง, กะหร่าง แล้วบอกอีกว่า “ผู้ชายชาวกะเหรี่ยงเองถือความบริสุทธิ์ของหญิงเป็นสิ่งสำคัญ จนถึงกับกำหนดเครื่องแต่งกายหญิงสาวไว้ให้สวมแต่กระโปรงชุดสีขาวอย่างเดียว”

          ตรงนี้น่าจะมีปัญหาการตีความ คนอื่นๆ ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย

          คำกะเหรี่ยงในหนังสือสมุดราชบุรี พ.ศ. 2468 บอกว่า ลาชิงช้า แปลว่า เดือนอ้าย (เดือนที่ 1)

          เพราะประเพณีกลุ่มชนพื้นเมืองดั้งเดิมของสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ เชื่อว่าถึงเดือนอ้ายต้องโล้ชิงช้าเพื่อขอลมจากผี(อำนาจเหนือธรรมชาติ) ให้พัดหนักๆ ไว้ พืชพันธุ์จะได้สุกเร็วๆ แล้วน้ำท่วมนาจะได้ลดตามลม ชาวนาจะได้เกี่ยวข้าวเสียที ขืนน้ำท่วมนานๆ จะทำให้ข้าวเน่า

          อาจารย์ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ (คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร) เคยมีงานวิจัยว่าพราหมณ์ชมพูทวีป (อินเดีย) ไม่มีพิธีโล้ชิงช้า พราหมณ์เขมรก็ไม่โล้ชิงช้า  มีแต่พราหมณ์อยุธยาเท่านั้นโล้ชิงช้าเดือนอ้าย แล้วสืบมาถึงพราหมณ์กรุงเทพฯ

          ชิงช้าที่หมายถึงเครื่องแขวนสำหรับนั่งไกว มีร่องรอยเหลือในคำกะเหรี่ยง แปลว่าเดือนอ้าย แล้วพราหมณ์รับประเพณีนี้ไปผสมผสานพิธีพราหมณ์ โดยผูกนิทานประกอบขึ้นใหม่ให้เกี่ยวข้องกับเทวดาพราหมณ์