Download PDF

มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม 2554

 

          ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย ฟูมฟายว่าไทย “เสียดินแดน” แต่ไม่เคยบอกว่า “ได้ดินแดน” คนอื่นมาก่อนแล้ว

ปราสาทพระวิหาร ยุครัชกาลที่ 5 ชาวสยามทั่วไปไม่รู้จัก ไม่รู้ว่าเป็นอะไร? อยู่ที่ไหน?

คนชั้นนำยุคนั้นจะรู้จักสักกี่คน? เพราะความวิตกกังวลยุครัชกาลที่ 5 ไม่ใช่เรื่องปราสาทพระวิหาร แต่เป็นเรื่องใหญ่กว่านั้น คืออธิปไตยที่แน่ชัด (หรือที่มหาอำนาจรับรอง) บนดินแดนอีสาน ขณะนั้นอันตราย เปราะบางอย่างยิ่ง  

เพราะไม่รู้ว่าฝรั่งเศสที่ยึดครองเวียดนาม, เขมร, ลาว จะบุกเข้ามาถึงอีสานของสยามหรือไม่? เนื่องจากอีสานเหนือเป็นเขตวัฒนธรรมลาว ส่วนอีสานใต้เป็นเขตวัฒนธรรมเขมร

พูดกันตรงๆ อย่างปากชาวบ้านว่าครั้งนั้นอีสานเหนือเป็นลาว อีสานใต้เป็นเขมร

พ.ศ. 2447-2450 รัฐบาลสยามยุครัชกาลที่ 5 ทำสนธิสัญญาเรื่องเขตแดนกับฝรั่งเศส ซึ่งมีพันธะให้ต้องยอมรับแผนที่แนบท้าย 1 : 200,000 ที่มีปราสาทพระวิหารอยู่ในเขตกัมพูชาของฝรั่งเศส

รัฐบาลสยามยกเป็น “ความสำเร็จ” ยิ่งใหญ่ เพราะเท่ากับสยามมีอธิปไตยบนดินแดนอีสานอย่างแน่ชัดที่มีมหาอำนาจรับรอง เป็นอันหมดกังวลไป

ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยสมัยต่อมา เขียนว่าไทยต้องยอม “เสียดินแดน” บางส่วนให้ฝรั่งเศส เพื่อรักษาดินแดนบางส่วนไว้

          แต่คนลาวไม่คิดอย่างนั้น จะขอคัดเนื้อหาตอนนี้ในหนังสือประวัติศาสตร์ลาว โดย สิลา วีระวงส์ (สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2539 หน้า 301) มีความว่า

          “ในหนังสือสัญญานั้น แม้สยามกับฝรั่งเศสแบ่งปันกันเอาแผ่นดินลาวและคนลาวที่อยู่ในแผ่นดินนั้น หรือเอาดินแดนลาวและคนลาวแลกเปลี่ยนกับดินแดนเขมรและคนเขมร ซึ่งฝรั่งเศสกับสยามทำได้ตามใจในฐานะผู้เป็นนาย

          ลาวเราที่อยู่ทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขงก็ได้แต่ลืมตาดูอยู่เฉยๆ ไม่มีสิทธิ์ที่จะพูดจาอะไรได้ เพราะเป็นข้าเขาด้วยประการดังนี้

          และตั้งแต่เวลานั้นเป็นต้นมา (ค.ศ. 1903) แผ่นดินลาวที่กว้างใหญ่ไพศาล รวมเนื้อที่ทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขงมี 343,000 ตารางกิโลเมตร และมีพลเมืองลาวนับเป็นสิบๆ ล้านคน ก็ได้ถูกแบ่งแยกกัน

          โดยฝ่ายหนึ่งได้กลับกลายเป็นคนไทย แต่อีกฝ่ายหนึ่งเป็นคนลาว ทั้งที่คนเหล่านี้เป็นเชื้อชาติเผ่าพันธุ์อันเดียวกัน มีจารีตประเพณีอันเดียวกัน พูดภาษาเดียวกัน มีอักษรศาสตร์ใช้ประจำชาติมาแต่โบราณเป็นอันเดียวกัน แต่ก็ต้องได้มาแยกกันเป็นคนละชาติ”

คนเขมรจำนวนไม่น้อยน่าจะมีความรู้สึกนึกคิดไม่ต่างจากคนลาว

ครูบาอาจารย์ในสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้องประวัติศาสตร์โบราณคดี น่าจะลดละเลิกเสียเวลาให้ท้ายประเพณีรับน้องใหม่

แล้วหันมาร่วมกันศึกษาค้นคว้าวิจัยเรื่องจริงๆ ในอดีต อย่างกรณีนี้ เพื่อผลักดันให้มีความราบรื่นร่มเย็นในประชาคมอาเซียน