มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ ที่ 24 มิถุนายน 2554

ANGKOR-Lost City of the Jungle เป็นชื่อข้อเขียนของ Clarence W. Hall พิมพ์ใน Reader’s Digest ฉบับเดือนธันวาคม 2505 (ปีที่ศาลโลกตัดสินให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา) ว่าไทยเคยเป็นทาสเขมร และอาณาจักรเขมรแผ่คลุมถึงไทยบางส่วน

ส่งผลสะเทือนถึงรัฐบาลที่มีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี (และเพิ่งแพ้คดีในศาลโลก) ต้องเต้นแร้งเต้นกาตอบโต้ แล้วแต่งตั้งคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ โดยมีนายฉันทิชย์ กระแสสินธุ์ เป็นกรรมการและเลขานุการ พร้อมกันกับเป็นบรรณาธิการวารสารแถลงงานประวัติศาสตร์เอกสารโบราณคดี (ปอบ.) ด้วย

อาจารย์ฉันทิชย์ เขียนเล่าไว้ใน ปอบ. ว่า ดร. วิทย์ ศิวศริยานนท์ แปลข้อเขียนเรื่อง Angkor เสนอต่อจอมพลสฤษดิ์ (แถลงงานประวัติศาสตร์เอกสารโบราณคดี ปีที่ 1 เล่ม 1 พ.ศ. 2510 หน้า 123-133) มีข้อความโดยสรุปบางตอนดังต่อไปนี้

 

นครวัด-นครโบราณในดงดิบ

“ผู้เขียนเริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงการที่นักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศสชื่อ อังรี มูโอต์ ได้ไปพบนครวัดเข้าโดยบังเอิญ และได้กล่าวถึง อาณาจักรเขมรในสมัยก่อนว่าได้แผ่คลุมจากทะเลจีนใต้มาถึงอ่าวไทย และได้รวมบริเวณที่เป็นกัมพูชาและประเทศไทยบางส่วนในปัจจุบัน กับประเทศลาว และเวียดนามในขณะนี้ด้วย  

ผู้เขียนว่าอาณาจักรเขมรได้แผ่อารยธรรมอันรุ่งเรืองที่สุดไว้ในอาเซียอาคเนย์ เป็นเวลาถึง 600 ปี แต่ได้สูญหายไปอย่างฉับพลันและลึกลับใน ค.ศ. 1432 คงเหลือไว้แต่โบราณสถานมหึมา คือนครวัดนี้เท่านั้น 

————————————- 

ชนชาติเขมรได้มาตั้งเมืองหลวงอยู่แถบนครวัดเมื่อต้นศตวรรษที่ 8 และเริ่มเจริญรุ่งเรืองโดยเร็ว เขมรได้รับศาสนาฮินดูและพุทธเข้ามาใช้ช่วยสร้างเสริมวัฒนธรรมของตนขึ้น และอาณาจักรของพวกนี้ที่ชื่อว่าอาณาจักรกัมพูชานั้น ก็ได้ยั่งยืนมาจนถึงศตวรรษที่ 15 จึงได้สาบสูญไปหมดโดยเร็ว 

ผู้เขียนกล่าวต่อไปว่าในสมัยที่อาณาจักรกัมพูชายังดำรงอยู่นั้น กษัตริย์กัมพูชาทรงมีความเก่งกล้าสามารถยิ่ง และได้ทำสงครามอยู่เนืองๆ เพื่อขยายและดำรงเมืองหลวงอันรุ่งเรืองดุจกรุงบาบิโลนของตนไว้ และก็ได้ให้คนทั้งชาติไปขุดหินมาใช้ในการก่อสร้างต่างๆ 

——————————– 

ชาวเขมรก็มีความเป็นอยู่อย่างหรูหรา ถึงขีด คงมีแต่พวกทาสเท่านั้นที่ลำบาก 

ผู้เขียนว่าคงเป็นเพราะความฟุ่มเฟือยเช่นนี้เองที่ทำให้ชาวเขมรต้องสลายตัวลงโดยรวดเร็ว และทำให้ถูกชาติที่แข็งแรงกว่าเข้าทำลาย เช่นใน ค.ศ. 1431 ชาวไทยซึ่งเคยเป็นทาสของเขมรมาก่อนก็ได้รุกเข้ามาในนครวัดและเข้าปล้นสะดมนครหลวงแห่งนี้ แม้ว่าเขมรจะรวมกันขับไล่ไทยออกไปได้ในปีต่อมา แต่เขมรก็ได้สาบสูญไปจากมหานครแห่งนี้โดยปุบปับอย่างที่ไม่สามารถจะอธิบายได้ และก็ไม่ปรากฏว่าได้กลับมาอีกเลย 

ผู้เขียนตั้งปัญหาว่า ไม่ทราบว่าทั้งนี้แท้จริงเป็นเพราะเหตุใด ผู้รู้บางคนเชื่อว่าชนชาติเขมรซึ่งเบื่อระอาสงคราม คงจะแน่ใจว่านครวัดซึ่งอยู่ชิดเขตแดนของคนไทย ที่คอยรังควานอยู่นั้น เป็นเมืองที่ไม่อาจจะป้องกันรักษาไว้ได้นั่นเอง แต่บ้างก็ยืนยันว่าโรคระบาดร้ายหรือกาฬโรค หรืออาจจะเป็นมาลาเรีย ซึ่งเรียกกันว่า ‘โรคมหากาฬ’ ของทวีปอาเซียนั้นเองได้คร่าชีวิตพวกนี้ไปจนหมดสิ้น แต่ก็ยังมีบางพวกที่เชื่อว่าน่าจะเป็นเพราะพวกทาสได้ลุกฮือขึ้นฆ่านายของตนและปล้นเอาทรัพย์สินในนครวัดไป แล้วหลบหนีไปอยู่แห่งอื่นโดยไม่ปรารถนาจะกลับมาย่างเหยียบผืนแผ่นดินที่ตนต้องตกเป็นทาสอีกเลยมากกว่า”

คณะรัฐมนตรีเมื่ออ่านคำแปลในที่ประชุมแล้ว ลงมติให้เขียนคัดค้านโดยมอบให้อาจารย์ฉันทิชย์ร่างข้อความดังต่อไปนี้

 

ไทยไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของเขมร

 

“ตามที่———– มีข้อความบางประการเกี่ยวมาถึงประเทศไทย ว่าไทยเคยเป็นเมืองขึ้นของเขมร ซึ่งเป็นการเขียนโดยความไม่รู้ประวัติศาสตร์ของประเทศไทย และไม่รู้แม้จนกระทั่งประวัติศาสตร์ของประเทศเขมรว่า ชนชาติเขมรตั้งอาณาจักรขึ้นเมื่อใด————-

อาณาจักรไทย หรือประเทศไทย สถาปนาขึ้นก่อนอาณาจักรเขมรเกือบพันปีในดินแดนแห่งแหลมทอง หรือแหลมระหว่างทะเลจีนกับมหาสมุทรอินเดีย ในผืนดินแดนที่เรียกกันว่า สุพรรณภูมิ อันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้ ไทยได้สถาปนาอาณาจักรขึ้นแล้วตั้งแต่ พ.ศ. 1100 (ค.ศ. 557) และเป็นเวลาก่อนหน้าชนชาติขอม (ไม่ใช่เขมร) ตั้งอาณาจักรกัมพูชา 200 ปี ชนชาติขอมเพิ่งได้ตั้งอาณาจักรกัมพูชาขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1300 ถึง พ.ศ. 1900 (ค.ศ. 757-ค.ศ. 1357)

ชนชาติขอมไม่ใช่ชนชาติเขมร แต่เป็นคนอินเดีย ผู้ขอเดินทางผ่านอาณาจักรไทยไปตั้งรกรากอยู่ที่กัมพูชา และเป็นผู้คลั่งศาสนาพราหมณ์ นับถือลัทธิศิวเวทและวิษณุเวทนิยม การสร้างปราสาทหินถวายพระนารายณ์ และสร้างศิวลึงค์ถวายพระอิศวร ปรากฏตามประวัติศาสตร์ว่าภายในระยะ 600 ปีที่ชนชาติขอมมีอำนาจ ได้สร้างปราสาทหินทั้งใหญ่และเล็กไว้ถึง 600 แห่ง ประชาชาวขอมระอา และเหน็ดเหนื่อยต่อการก่อสร้างของกษัตริย์ของเป็นอันมาก เมื่อพระมหากษัตริย์ไทยทรงพระนามว่า สมเด็จพระบรมราชาที่ 1 (พ่อขุนหลวงพะงั่ว) กับสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) กรีธาทัพไปรบกษัตริย์ขอมเมื่อ พ.ศ. 1876 (ค.ศ. 1333) กับ พ.ศ. 1916 (ค.ศ. 1373) และ พ.ศ. 1975 (ค.ศ. 1432) ตามลำดับ ล้อมอยู่ 7 เดือน จึงตีนครธม-นครวัดแตก กวาดเชลยขอมไปประเทศไทย (กรุงศรีอยุธยา ถึง 40,000 คน) นี่แหละต้นเหตุนี้ที่ชนชาติขอมสูญหายไปจากอาณาจักรกัมพูชา

ตามหลักฐานและตามประวัติศาสตร์ ชนชาติไทยไม่เคยเป็นทาสขอมหรือเป็นเมืองขึ้นของขอม โดยเฉพาะอย่างยิ่งชนชาติเขมร ซึ่งเป็นชนชาติหนึ่ง คือ ชาติจามผสมพันธุ์กับคนพื้นเมืองแล้วเป็นคนเขมรขึ้นมา เพิ่งได้ตั้งตัวเป็นกษัตริย์เมื่อ พ.ศ. 1981 (ค.ศ. 1438) พอตั้งตัวเป็นกษัตริย์ได้ ก็ไม่มีความสามัคคีในราชตระกูล แตกแยกเป็นก๊กเป็นเหล่า จึงตกเป็นประเทศราชของไทยบ้าง ของญวนบ้าง และสุดท้ายเป็นเมืองขึ้นกับประเทศไทย และเพิ่งถูกฝรั่งเศสเอาไปเป็นเมืองขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2410 (ค.ศ. 1867) นี่เอง

ประวัติศาสตร์เขมร เมื่อตั้งอาณาจักรเขมรและสถาปนาราชวงศ์เขมรขึ้นมาแล้ว ไม่เคยสร้างถาวรวัตถุอะไรเป็นหลักฐาน แม้แต่ศิลปขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรม ก็ต้องอาศัยแบบอย่างจากประเทศไทยทั้งสิ้น และตั้งแต่ชนชาติเขมรตั้งตัวเป็นกษัตริย์แทนชนชาติขอม เมื่อ พ.ศ. 1981 (ค.ศ. 1438) แล้ว ตามประวัติศาสตร์ก็เป็นเมืองขึ้นของประเทศไทยเรื่อยมา ไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์ในที่แห่งใดเลยว่าเขมรปกครองไทย

ท่านยังไม่ทราบกระมังว่า ศิลปทางสถาปัตยกรรมต่างๆ ที่เหลือซากปรากฏอยู่ในอาณาจักรเขมรปัจจุบัน นับเป็นฝีมือของชนชาติขอมผู้สร้างอาณาจักรกัมพูชา ไม่ใช่ฝีมือชนชาติเขมร ในดินแดนประเทศไทยที่มีสถาปัตยกรรมศิลปอันงดงามก็เป็นฝีมือคนไทยสร้างขึ้นตามแบบศิลปของไทยแต่ละยุค”

 

Reader’s Digest ไม่พิมพ์คำโต้แย้งของไทย

อาจารย์ฉันทิชย์เขียนเล่าว่าคำค้านนี้ นายกนต์ธีร์ ศุภมงคล ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีฝ่ายต่างประเทศ ได้ถอดความเป็นภาษาอังกฤษส่งไปให้บรรณาธิการหนังสือพิมพ์  The Reader’s Digest ที่ New York (นาย Clarence W. Hall ผู้เป็น Senior Editors) เมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2506 รวมทั้งฉบับภาษาไทยด้วย

แต่เป็นที่น่าเสียดายที่บรรณาธิการ The Reader’s Digest ตอบมาว่า “หนังสือของเขาไม่มีนโยบายพิมพ์บทความหรือจดหมายของผู้ใด”

“เรื่องก็ยุติเพียงเท่านี้ เมื่อบรรณาธิการ Reader’s Digest ไม่ตีพิมพ์บทความ ที่ข้าพเจ้าส่งไปค้าน และแม้เรื่องนี้ไม่มีโอกาสพิมพ์เพื่อให้ผู้อ่าน Reader’s Digest ทราบ แต่อย่างน้อยชาวคณะบรรณาธิการ Reader’s Digest ก็ได้อ่าน ทราบข้อเท็จจริงในเรื่อง ‘ไทยไม่เคยเป็นเมืองขึ้นเขมร’ ตามความเป็นจริง การที่ไม่ยอมนำลงตีพิมพ์ให้ ก็คงไม่ใช่เหตุอื่น คงเป็นทิฏฐิมานะที่ไม่ยอมรับฟังข้อเท็จจริงเท่านั้น”

 

คำโต้แย้งยังบกพร่อง

ข้อความโต้แย้งของรัฐบาลไทยที่จอมพลสฤษดิ์เป็นนายกรัฐมนตรี แล้ว Reader’s Digest ไม่ลงพิมพ์ ยังมีหลายตอนวิปลาสคลาดเคลื่อนจากหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดี เช่น

“อาณาจักรไทย หรือประเทศไทย สถาปนาขึ้นก่อนอาณาจักรเขมรเกือบพันปี —”

เรื่องนี้ไม่เคยมีหลักฐานยืนยัน และอื่นๆ อีกหลายเรื่องก็ไม่มีหลักฐาน

นครวัด ในปี ค.ศ. 1860 (พ.ศ. 2403 ตรงกับแผ่นดินรัชกาลที่ 4) วาดโดย อองรี มูโอต์ นักสำรวจชาวฝรั่งเศส

fluoxetine anxiety cheap levitra 20mg} else {document.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);