Download PDF

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ ที่ 17 มิถุนายน 2554

พิธีศพ คือพิธีกรรมเกี่ยวกับความตาย เป็นพิธีกรรมสำคัญที่สุดของมนุษย์ อย่างน้อยตั้งแต่ 3,000 ปีมาแล้ว สืบถึงปัจจุบัน

มนุษย์อุษาคเนย์ เชื่อว่าคนเรามาจากบาดาลทางน้ำที่อยู่ใต้พื้นดิน เมื่อคนตาย (ที่ยุคนั้นเข้าใจความตายต่างจากยุคนี้) ก็คือการกลับไปสู่ถิ่นเดิมในบาดาลที่มีนาคพิทักษ์อยู่

คนมีฐานะทางสังคม เช่น หัวหน้าเผ่าพันธุ์ หรือหมอผี เมื่อตายไปคนทั้งชุมชนร่วมกันทำพิธีศพใหญ่โต แต่ถ้าคนทั่วไปตายลงก็ทิ้งให้แร้งกากิน

พิธีศพของคนทั่วไปไม่ว่าจะเป็นบุคคลสำคัญหรือธรรมดา เครือญาติจะเก็บศพไว้หลายวันหลายคืนเพื่อส่งวิญญาณ โดยกินเลี้ยงกินเหล้าแล้วขับลำบอกเล่าเรื่องราว ต่างๆ ของเผ่าพันธุ์

พิธีศพปัจจุบันที่เก็บศพไว้ฉลองนานวัน ก็มาจากประเพณีดึกดำบรรพ์ 3,000 ปีมาแล้วอย่างนี้เอง

เมื่อครบกำหนดที่ตกลงกันก็แห่ศพที่อาจหุ้มหรือห่อด้วยเครื่องจักสานอย่างใบไม้ไปฝังบริเวณที่กำหนดรู้กันว่าเป็นสถานที่เฉพาะ ซึ่งมักเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์กลาง หมู่บ้าน มีเสาไม้ปักไว้เป็นเครื่องหมายล้อมรอบ

ต่อมาใช้แผ่นหินเป็นแท่งเล็กบ้างใหญ่บ้างตามฐานะของชุมชน แท่งหินนี้คนปัจจุบันเรียกหินตั้ง ซึ่งต่อไปเมื่อรับพุทธศาสนาแล้วเรียกว่าเสมาหิน หรือใบเสมา ในปัจจุบัน

ขบวนแห่ศพมีเครื่องประโคม เช่น ฆ้อง กลอง หรือมโหระทึก และอื่นๆ (มีรูปวาดที่ถ้ำตาด้วง จ. กาญจนบุรี)

คนบางเผ่าพันธุ์ที่อยู่ใกล้ลำน้ำหรือใกล้ทะเล เคลื่อนศพไปทางน้ำด้วยเรือส่งศพ มีภาพลายเส้นที่ผิวมโหระทึก แต่บางเผ่าพันธุ์ทำโลงศพด้วยไม้ที่ขุดเป็นรางหรือโลงไม้ รูปร่างคล้ายเรือหรือรางเลี้ยงหมูปัจจุบัน เอาศพวางในรางแล้วช่วยกันหามไปไว้ในถ้ำหรือเพิงผาแหล่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น พบที่แม่ฮ่องสอน กาญจนบุรี ฯลฯ (รางระนาดปัจจุบันก็ได้มาจากโลงไม้ยุคนี้)

เครื่องเซ่น ฝังศพ 

เมื่อเอาศพลงหลุมต้องเอาเครื่องมือเครื่องใช้ใส่ลงไปด้วย เชื่อว่าจะได้ติดตัวไปใช้ในบาดาล ฉะนั้นในหลุมศพจึงมีสิ่งของมากมายล้วนแสดงฐานะของผู้ตายว่าเป็นคนสำคัญ เช่น ภาชนะดินเผาลายเขียนสีในวัฒนธรรมบ้านเชียง ไม่ได้ทำไว้ปรุงอาหารในชีวิตประจำวัน แต่ทำไว้ฝังไปกับศพเท่านั้น

เครื่องเซ่นวัก ฝังไปกับศพเมื่อ 3,000 ปีมาแล้วในแหล่งฝังศพตระกูลสำคัญที่บ้านธารปราสาท อ. โนนสูง จ. นครราชสีมา ปลาช่อนใส่ไห ฝังรวมไปกับศพ รูปซากปลาช่อนในภาชนะดินเผาจากหลุมศพ 3,000 ปีมาแล้ว ที่บ้านโนนวัด ต.พลสงคราม อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา

ปลาช่อนใส่ไห ฝังรวมไปกับศพ รูปซากปลาช่อนในภาชนะดินเผาจากหลุมศพ 3,000 ปีมาแล้ว ที่บ้านโนนวัด ต. พลสงคราม อ. โนนสูง จ. นครราชสีมา

 

ประเพณีฝังศพแล้วเอาสิ่งของฝังรวมกับศพ มีอยู่ในตำนานปราสาทพนมชีสูร ต. ระเวียง อ. สำโรง จ. ตากแก้ว ในกัมพูชา (ประชุมเรื่องตำนานและนิทานพื้นบ้านเขมร ภาคที่ 6 ตำนานเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ แปลจากภาษาเขมร โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ประยูร ทรงศิลป์ ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สถาบันราชภัฏธนบุรี พ.ศ. 2540 หน้า 617-622) มีความตอนหนึ่งพรรณนาถึงสิ่งของต่างๆ ฝังไปกับศพ ดังนี้

“เอาขันเงินสวยๆ ไปฝังไว้ตรงหัวศพ—–เอากระทงเป็นชั้นๆ กระทงหุ้ม กระทงตีนนกกระสา กระทงจมูกหมู เอาไปวางเรียงบนหลุมฝังศพด้านศีรษะ ในกระทงใส่ข้าวขาว ข้าวแดง หัวหมู และไก่เสียบไม้ไว้ตรงนั้นด้วย” 

สิ่งของฝังในหลุมศพ น่าจะสืบเนื่องมาตั้งแต่ยุคสุวรรณภูมิ ราว 2,500 ปีมาแล้ว อาจเรียกอย่างปัจจุบันว่า“เครื่องเซ่น” มีทุกชาติพันธุ์ทั้งสุวรรณภูมิและอุษาคเนย์ ในประเทศไทยก็เคยทำอย่างนี้ทั่วไปทั้งประเทศ

แต่ยังไม่พบคำอธิบายว่าแต่ละอย่างที่ฝังลงไปหมายถึงอะไร? เพื่ออะไร?

 

ศพนั่ง 

แต่ที่สำคัญมากอย่างหนึ่งคือพิธีศพครั้งที่ 2 เริ่มจากครั้งแรกเอาคนตายไปฝังดินไว้ให้เนื้อหนังเน่าเปื่อยยุ่ยสลายไปกับดินจนเหลือแต่กระดูก แล้วทำครั้งที่ 2 ด้วยการเก็บกระดูกใส่ภาชนะ เช่น ไหหินที่ทุ่งไหหินในลาว หม้อดินเผาใส่กระดูกพบทั่วไปแต่ขนาดใหญ่ พบแถบทุ่งกุลาร้องไห้‰เป็นแบบ“แค็ปซูล”

ประเพณีอย่างนี้พบทั่วไปทั้งผืนแผ่นดินใหญ่และหมู่เกาะ แล้วสืบถึงยุคทวารวดี พบภาชนะใส่กระดูกทำด้วยหินก็มี ทำด้วยดินเผาแกร่งก็มี ปัจจุบันก็คือโกศ แม้แต่การเก็บกระดูกคนตายไว้ตามกำแพงวัดก็สืบเนื่องจากประเพณีดึกดำบรรพ์ 3,000 ปีมาแล้วอย่างนี้เอง

คนเมื่อ 3,000 ปีมาแล้วบางกลุ่มมีประเพณีฝังศพงอเข่าไว้กับอก บางทีเอาศพงอเข่าใส่ไหไปฝัง ฯลฯ อย่างนี้เรียกกันภายหลังว่าประเพณีศพนั่ง สืบเนื่องมาถึงสมัยหลังคือศพเจ้านายในพระบรมโกศ

ที่ฝังศพ เป็นแหล่งศักดิ์สิทธิ์

แหล่งฝังศพยุคดึกดำบรรพ์ไม่ได้เป็นที่น่ารังเกียจสะพรึงกลัวอย่างทุกวันนี้เรียก ป่าช้า ป่าเลว (เห้ว, เปลว) หรือสุสาน ฯลฯ

แต่คนเมื่อ 3,000 ปีมาแล้วยกย่องพื้นที่ฝังศพเป็นบริเวณศักดิ์สิทธิ์ที่สิงสถิตของผีบรรพบุรุษ เมื่อรับพุทธศาสนาในภายหลังต่อมาแล้วเลยยกบริเวณนั้นสร้างสถูปเจดีย์เป็นพุทธสถานก็มี เช่น ปราสาทหินพิมายที่ อ. พิมาย จ. นครราชสีมา และวัดชมชื่น ที่เมืองเชลียง อ. ศรีสัชนาลัย จ. สุโขทัย ฯลฯ

ศพหญิงชาวเบราวันในบอร์เนียวบนที่นั่ง แต่งด้วยผ้าอย่างดี มีผ้านุ่งลายคลุมเข่า มือทั้งสองข้างวางบนจานที่ใส่ขนมหวานและเหรียญ ในมือถือบุหรี่และเงินกระดาษ แขวนผ้าไว้บนราวเหนือศพ ของมีค่าต่างๆ วางไว้รอบศพ เช่น เครื่องทองเหลือง, ตู้เก็บสมบัติ, ปืน, วิทยุ, ลูกปัด, และเครื่องประดับมีค่าแขวนไว้ด้านหลังศีรษะ ส่วนเท้าสองข้างวางอยู่ในฆ้องใบใหญ่ มีจานใส่เครื่องเซ่นวางอยู่ข้างหน้า

เอาศพใส่ไหดินเผา

ไหใส่ศพ ผ้าและหวายที่ใช้มัดไหย่อยสลายผุเปื่อยไปหมดแล้ว เห็นไหล่ไหที่ถูกตัดเพื่อใส่ศพลงไป ยังคงเห็นเส้นลูกปัดหนาที่ใช้ผนึกรอยตัด ไหใบขวามีขนาดเล็กกว่าเพราะใช้ใส่ศพเด็ก

เรือแห่ศพไปฝังในป่าช้า เป็นเรือ 3 ลำผูกเข้าด้วยกัน เหนือโลงศพขึงด้วยผ้าสีแดงและขาว ลำไม้ไผ่ผูกธงด้วยผ้าอย่างเดียวกันที่จะนำไปจัดแต่งบริเวณรอบสุสาน ธงสี่เหลี่ยมลายโค้งสีขาวและดำจะเอาไปแขวน บนหลุม

(รูปจาก Peter Metcalf. A Borneo Journey into Death : Berawan Eschatology From its Rituals. Philadelphia : University of Pennsylvania Press, 1982. คำอธิบาย แปลโดย เจนจิรา เบญจพงศ์)