Download PDF

  มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ ที่ 10 มิถุนายน 2554

ขับเสภาพร้อมตีกรับ มีพัฒนาการมาจากประเพณีขับลำคำขับของชาวบ้านในวัฒนธรรมลาว เช่น ขับซอ(ล้านนา) และหมอลำ(ล้านช้าง) ฯลฯ เป็นการละเล่นดั้งเดิมดึกดำบรรพ์ของประชาชนชาวสยามในตระกูลไทย-ลาว                       

ขับและลำ คือการเปล่งเสียงและถ้อยคำเป็นทำนองอย่างเสรี มีความยาว             ไม่แน่นอน โดยเน้นถ้อยคำเป็นหลักนำทำนอง มักเล่นเล่าเรื่องและเล่นโต้ตอบระหว่างหญิง-ชาย

ขับลำยุคแรกๆ ใช้กรับทำด้วยกระบอกไม้ไผ่หรือซีกไม้ไผ่ตีกระทบกันเป็นทำนองหรือจังหวะ มีร่องรอยเหลืออยู่ในกลุ่มชนเผ่าต่างๆในภูมิภาคอุษาคเนย์ เช่น 

ลาวอีสานมีไม้สองอันเรียกกั๊บแก้บ ตีกระทบประกอบจังหวะลำ เรียกหมอลำกั๊บแก้บ หรือหมอลำกรับ 

ประชาชนชาวบ้านบริเวณที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยาเคยมีประเพณีขับลำคำกลอนต่างๆมานานมากทีเดียว อาจมีมาแล้วตั้งแต่บ้านเมืองยุคแรกๆ จึงมีประเพณี “ขับซอ”อยู่ในราชสำนักรุ่นเก่า แล้วต่อเนื่องมาถึงยุคต้นอยุธยา ดังมีร่องรอยอยู่ในวรรณคดีเรื่อง         อนิรุทธคำฉันท์

แต่ในชุมชนชาวบ้านพลิกแพลงการละเล่นได้เสรีและโลดโผนมากกว่าราชสำนัก จึงมีการละเล่นด้นเพลงสดพร้อมตีกรับสลับประโคมเครื่องดนตรีมโหรี ดังมีอยู่ในบันทึกของลาลูแบร์เล่าบรรยากาศไว้สมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ

นานเข้าช่างขับชาวบ้านก็รับแบบแผนของคนชั้นสูงไปทีละน้อยๆ โดยพัฒนาคำขับลำพื้นเมืองให้เป็นกลอนที่มีระเบียบคำส่งสัมผัสต่อเนื่องอย่างกลอนเพลง(ปัจจุบันเรียก กลอนแปด) แล้วเรียกขับเสภา

 

ขับลำลาวในขุนช้างขุนแผน 

  

ขับเสภายังคงรักษาประเพณีขับลำลาวดั้งเดิมไว้อย่างเหนียวแน่น เช่น

คำขับลำของลาวดั้งเดิมมักขึ้นต้นว่า “แต่นั้น จักกล่าวเบื้องตามเรื่อง            นิทาน… หรือ “บัดนี้ จักกล่าวเบื้องตามเรื่องนิทาน…”

ช่างขับเสภาก็จะปรุงให้เหลือเค้าเดิม มีตัวอย่างอยู่ในบทเสภาว่า จะกล่าวถึงเรื่องขุนแผนกับขุนช้าง ทั้งนวลนางวันทองผ่องศรี หรือ ทีนี้จะกล่าวถึงนายจันศร กล้าหาญมาแต่ก่อนดังราชสีห์ หรือ ทีนี้จะกล่าวเรื่องเมืองสุพรรณ                      ยามสงกรานต์คนนั้นก็พร้อมหน้า

 

เสภา คือเจ้าพนักงาน

 

เสภา หมายถึง เจ้าพนักงาน, เจ้าหน้าที่, นักดนตรี, ฯลฯ เป็นคำแผลงจากภาษาสันสกฤตว่า เสวา แล้วขอยืมใช้เรียกการขับลำอย่างตระกูลลาวชนิดหนึ่งว่าขับเสภา  มีกรับขยับกรอประกอบอย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีเครื่องดนตรีอย่างอื่น

เสวา เป็นคำสันสกฤต แปลว่า ปฏิบัติ, งานรับใช้, บูชา แล้วน่าเชื่อว่าแผลงเป็น เสพ หมายถึง ฝึกหัด มีในเอกสารลาวว่า “เสพลำคำขับ”

แม้จะยืมคำว่าเสภามาจากภาษาสันสกฤต แต่ก็มิได้หมายความว่าขับเสภา            มีแบบแผนมาจากพิธีเสวากากุของอินเดีย ดังที่เชื่อกันมานาน เพราะพิธีเสวากากุไม่ใช่ขับเสภา และในอินเดียไม่มีขับเสภา

เสภามีหลายอย่างอยู่ในกฎมณเฑียรบาล, บทละคร, พระราชกำหนดเก่า เช่น เสภาดนตรี, เสภามโหรี, และเสภาอื่นๆ ฯลฯ

ทั้งหมดนั้นล้วนไม่เกี่ยวข้องกับการตีกรับขับเสภา แต่หมายถึงเจ้าพนักงาน, เจ้าหน้าที่

 

เสภาดนตรี, เสภามโหรี

 

ชื่อเสภาดนตรี มีในกฎมณเฑียรบาลยุคต้นกรุงศรีอยุธยาว่า 6 ทุ่มเบีกเสภาดนตรี  หมายถึงเจ้าพนักงานวงดนตรีร้องยอพระเกียรติก่อนเข้าบรรทม

“เสภาดนตรี” และ “เสภามโหรี” ในราชสำนักอยุธยา มีเจ้าพนักงาน“ฝ่ายใน” เป็นผู้หญิงล้วนนั่งบรรเลง ภาพจากจิตรกรรมฝาผนังในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

“เสภาดนตรี” และ “เสภามโหรี” ในราชสำนักอยุธยา มีเจ้าพนักงาน“ฝ่ายใน” เป็นผู้หญิงล้วนนั่งบรรเลง ภาพจากจิตรกรรมฝาผนังในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

ชื่อเสภามโหรี มีในกฎมณเฑียรบาลยุคต้นกรุงศรีอยุธยาว่า 7 ทุ่มเบีกนิยาย  แล้วยังมีในบทละครนอกยุคปลายกรุงศรีอยุธยา หมายถึงเจ้าพนักงานวงมโหรีทำเพลงขับกล่อมเล่าเรื่องเชิงเกี้ยวพาราสีสังวาส

เสภา ตรงนี้หมายถึงเจ้าพนักงาน“ฝ่ายใน” เป็นผู้หญิงบรรเลงดนตรี, มโหรี อยู่ในห้องบรรทมพระเจ้าแผ่นดิน เขตพระราชฐานชั้นใน ห้ามผู้ชายเข้าไป

เสภาตรงนี้ยังไม่หมายถึงการตีกรับขับเสภาอย่างสมัยรัตนโกสินทร์

ขับเสภาพร้อมกรับ

 

ขับเสภา(พร้อมกรับ) เหมือนที่รู้จักทั่วไปทุกวันนี้ ควรเริ่มเรียกเมื่อหลังแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ฯ เพราะในเอกสารลาลูแบร์เรียกช่างขับ แต่ยังไม่เรียกช่างขับเสภา

น่าเชื่อว่าเริ่มเรียกขับเสภา ราวปลายยุคอยุธยา อาจอยู่ในแผ่นดินสมเด็จพระบรมโกศ (พ.ศ. 2275-2301) เพราะในยุคนี้เพลงดนตรีและละครรุ่งเรืองก้าวหน้า แล้วส่งผลต่อเนื่องจนถึงแผ่นดินรัชกาลที่ 2 กรุงรัตนโกสินทร์

เสภาขับ กับปี่พาทย์เสภา

 

เมื่อครั้งพระจอมนรินทร์แผ่นดินลับ                     เสภาขับยังหามีปี่พาทย์ไม่

มาเมื่อพระองค์ทรงชัย                                             ก็เกิดคนดีในอยุธยา

กลอนบทนี้บอกว่าแต่เดิมตีกรับขับเสภาไม่มีปี่พาทย์รับ ต่อมารัชกาลที่ 2 โปรดให้มีปี่พาทย์รับ

เมื่อเริ่มตีกรับขับเสภา ปี่พาทย์ต้องหยุดบรรเลง ครั้นขับเสภาจบแล้วตอนหนึ่งหยุดขับ พวกปี่พาทย์ทำเพลงบรรเลงรับ สลับกันไปจนกว่าจะเลิก

ต่อมาพวกปี่พาทย์เสภาขยับขยายเอาเพลงละครเข้ามาผสม คือแทนที่จะด้นเสภาพร้อมกรับอย่างเดียวไปตลอด ก็เอาเพลงละคร(ที่ส่วนมากมาจากร้องมโหรี) มาบรรเลงคั่นให้รับร้องหลากหลายอารมณ์ออกไป

ท้ายที่สุดราชสำนักหันมานิยมร้องรับอย่างเสภาปี่พาทย์ ทำให้เกิดแบบแผนเพลง“เถา”

 

เพลงเถา

 

เพลงเถาดำเนินตามปี่พาทย์รับเสภา คือร้องก่อน แล้วดนตรีบรรเลงรับเป็นลำดับสลับกันไปจนกว่าจะจบเพลง เรียกร้อง-รับ มีอัตราช้า-เร็วต่างกันอย่างน้อย 3 ท่อน คือ สามชั้น, สองชั้น, ชั้นเดียว

ประเพณีร้องเพลงดนตรีก่อนหน้านั้น เรียกร้องเนื้อเต็ม มโหรีบรรเลงคลอ ขณะคนร้องขับร้องลำนำพร้อมไปในคราวเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ

เพลงเถา จัดเป็น“ ดนตรีเพื่อฟัง”  เป็นสิ่งใหม่แรกมีหลัง พ.ศ. 2400 ในแผ่นดินรัชกาลที่ 5 เพื่อสนองความต้องการของกระฎุมพี แล้วกลายเป็นแบบแผน“ ดนตรีไทย” ของความเป็นไทยสืบจนปัจจุบัน

ดนตรีเพื่อฟังประเภทเพลงเถานี้ เป็นที่นิยมในหมู่ “ผู้ดี ”คนชั้นสูงและกระฎุมพี ส่วนสามัญชนคนทั่วไปไม่นิยมฟัง เพราะร้องช้ายืดยาด น่าเบื่อ

 

เมื่อสิ้นเสรี ย่อมสิ้นเสียงเสภา

ลักษณะเฉพาะของเพลงชาวบ้านคือการด้นสดๆ ช่างขับที่ตีกรับขับเสภามาแต่สมัยแรกเริ่มก็ด้นกลอนอย่างเสรี เป็นวรรณคดี(ปากเปล่า)เพื่อ“ฟัง” มีความสัมพันธ์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับผู้ดูผู้ฟัง

ต่อมาผู้เสพวรรณคดีเปลี่ยนแปลงไป ความนิยมวรรณคดีเพื่อ“ฟัง”ลดลง             แต่นิยมวรรณคดีเพื่อ“อ่าน”ขยายออกไปกว้างขวางมากขึ้น

บทเสภาที่บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร และแบบแผนเสภาส่งปี่พาทย์ กลายเป็นกรอบมั่นคงแข็งแรง มีส่วนทำให้ตีกรับขับเสภาขาดลักษณะด้นเสรี จนถึงที่สุดก็สิ้นเสียงเสภา

“พลังลาว” ในความเป็นไทย

ขับเสภา มาจากขับลำ ในวัฒนธรรมลาวสองฝั่งโขง แสดงให้เห็น“พลังลาว”          ในความเป็นไทย

เพราะความเป็นคนไทยมีขึ้นจากคนในวัฒนธรรมลาวสองฝั่งโขง ทยอยเคลื่อนย้ายลงมาตั้งหลักแหล่งอยู่บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ราว 3,000 ปีมาแล้ว (ก่อนรับศาสนาจากอินเดีย) แล้วผสมกลมกลืนกับชาติพันธุ์อื่นๆ

ขณะเดียวกันก็ยกย่องรับวัฒนธรรมมอญ-เขมร จนเรียกตัวเองด้วยชื่อใหม่ว่า ไทย, คนไทย อยู่ในรัฐอโยธยา-ละโว้ ตั้งแต่ราวหลัง พ.ศ. 1700 แต่พบหลักฐานตรงๆยุคอยุธยา เมื่อหลัง พ.ศ. 2000

ความเป็นคนไทยไม่ได้ตัดขาดจากวัฒนธรรมลาว มีพยานสำคัญอยู่ในวัฒนธรรมไทยหลายอย่าง เช่น สำเนียงหลวง, ประเพณีหลวง, วรรณคดีหลวง, ฯลฯ

สำเนียงหลวง ยุคอยุธยา ตรงกับสำเนียงลาวหลวงพระบาง มีร่องรอยอยู่ในคำเจรจาโขน และบทละครนอกยุคกรุงเก่า กับเค้ามูลสำเนียง“เหน่อ”แบบสุพรรณ

ประเพณีหลวง มีในการละเล่นในพระราชพิธี เรียก ระเบ็ง มีรากจากเซิ้งบั้งไฟของลาว

วรรณคดีหลวง มีในโองการแช่งน้ำ แต่งด้วยโคลงสองฝั่งโขงที่เป็นอันเดียวกับกลอน(หมอ)ลำ

ในโองการแช่งน้ำ เรียกพระพรหม(เทวดาอินเดีย) ว่า ขุนแผน ที่เป็นคำเพี้ยนจากชื่อ แถน(ผีลาว)

ที่ยกมานี้เพื่อสนับสนุนและยืนยันว่าขับเสภามาจากขับลำในวัฒนธรรมลาวจริงๆ เหมือนวัฒนธรรมไทยอย่างอื่นๆ