Download PDF

มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 28 มิถุนายน 2554

 

          วัฒนธรรมการเรียนรู้ของไทยได้จากบ้านกับวัด

          เรียนรู้จากบ้าน เรื่องวิชาทำมาหากินต่างๆ เรียนรู้จากวัด เรื่องวิชาอักษรหนังสือตำราต่างๆ

แต่การจัดการศึกษาไทย ยกย่องการเรียนรู้จากวัดเป็นสำคัญที่สุด จึงเน้นวิชาการตำรับตำราที่จดไว้เป็นอักษรหนังสือ แล้วทอดทิ้งการเรียนรู้จากบ้านอันเป็นวิชาชีพชอบใช้เลี้ยงตัวรอดได้

วัดมีวิธีเรียนรู้หลักคือ ท่องจำตามครู เช่น ท่องบาลี, ท่องปาติโมกข์, ท่องสวดมนต์ โดยไม่ให้ผิดเพี้ยนจากตำราคัมภีร์ที่ครูสอน นักเรียนที่จำได้แม่นแล้วจำได้มากสุดถือเป็น “บัณฑิต” ได้รับยกย่องเป็นที่หนึ่ง หรือได้เกียรตินิยม

การเรียนรู้แบบท่องจำตามครู มีตัวอย่างอยู่ในการเรียนดนตรีไทย ต้องจำแม่นแล้วจำเพลงได้มาก ถึงจะได้รับยกย่องว่าเก่งและเป็นสุดยอดนักดนตรีไทย

ตำราภาษาไทยได้แบบจากภาษาบาลีในวัด กับภาษาอังกฤษในวัง แล้วดัดแปลงให้เป็น “ไวยากรณ์ไทย” ที่ใครๆ ก็เบือนหน้าหนี

มักพูดกันตามตำราฝรั่งว่าวัฒนธรรมมีผลต่อความสำเร็จด้านการจัดการศึกษา ซึ่งแต่ละแห่งต้องจัดการศึกษาให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมของตนเอง

แต่ที่ผ่านมาไทยไม่เคยทำวิจัยเรื่องนี้ ถ้าจะมีทำบ้างก็ทำอย่างหลอกๆ ให้เข้าข้างตัวเองว่าดีเลิศมาแต่โบราณ แล้วคัดลอกกันต่อๆมา

เหตุนี้เองการศึกษาไทยทั้งประเทศจึงมีปัญหามากกว่าใคร(ในโลก) แม้ปฏิรูปอย่างไรก็ไปไม่รอด เพราะการเรียนรู้แบบวัดๆ ครอบงำแน่นหนามาก

เมื่อระดับประเทศยังไปไม่รอด แล้วระดับท้องถิ่นจะไปรอดอย่างไร? เพราะผู้บริหารโรงเรียนก็เรียนมาแบบวัดๆ

ทางเลือกเพื่อให้รอดในขณะนี้ก็เห็นแต่ชุมชนท้องถิ่นต้องเข้าไปมีส่วนร่วมจัดการศึกษาของท้องถิ่นนั้นๆ

แต่มีปัญหาอีกว่าจะเข้าไปอย่างไรในเมื่อระบบราชการ “ตีกัน” ไว้แข็งแรงอย่างยิ่งด้วยวัฒนธรรม “คนภายนอกห้ามเข้า”