Download PDF

มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน 2554

 

จารึกวัดโพธิ์ รัชกาลที่ 3 ทรงทำไว้เมื่อคราวบูรณปฏิสังขรณ์วัดโพธิ์ครั้งใหญ่เป็นที่รับรู้และเลื่องลือทั่วกัน

แต่ขณะนั้นสุนทรภู่หนีราชภัยไปบวชอยู่วัดเทพธิดาราม จึงไม่มีส่วนร่วมทำจารึกวัดโพธิ์ (ที่เพิ่งได้รับยกย่องเป็น “มรดกความทรงจำโลก”)

“จารึกวัดโพธิ์ คือบันทึกความรู้แบบไทยไว้เป็นหลัก เพื่อเผชิญความรู้ใหม่จากตะวันตกที่ขณะนั้นกำลังหลั่งไหลเข้ามาสั่นคลอนถึงรากถึงฐานของความรู้แบบไทย”

ที่ยกมานี้เป็นคำอธิบายของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เมื่อหลายปีมาแล้ว(อ่านรายละเอียดได้ในข้อเขียนเรื่องมรดกที่ไทยไม่ได้รับ ใน www.sujitwongthes.com หมวดประวัติศาสตร์ไทยสังเขป) แล้วสรุปต่อไปอีกความว่า

ครั้นถึงรัชกาลที่ 4 เราก็รับความรู้ฝรั่งแบบถอนรากถอนโคนความรู้แบบไทยโดยไม่มีส่วนจะต่อกันได้เลย

จารึกวัดโพธิ์เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการก้าวเข้าสู่ความทันสมัย

แต่เป็นทางเลือกที่ประเทศไทยไม่เลือก จึงส่งผลให้เกิดเป็นประเทศไทยอย่างที่เห็นในทุกวันนี้

พระอภัยมณีเป่าปี่ เป็นสิ่งที่สุนทรภู่พยายามแสดงความรู้แบบไทยไว้ เมื่อต้องเผชิญหน้าความรู้ใหม่จากฝรั่งตะวันตกที่มากับอุศเรนและนางละเวงวัณฬา

ดนตรี เป็นสัญลักษณ์ของสติปัญญาที่ไม่มีความรุนแรง และน่าเชื่อว่าได้แนวคิดจากภายนอก เช่น จีน, ฝรั่ง

สุนทรภู่รับแนวคิดจากภายนอก แล้วใช้เครื่องดนตรีภายใน คือปี่ที่เป็นเครื่องเป่าพื้นเมืองของสุวรรณภูมิอันทรงพลัง เพราะเสียงดังลั่นก้องไกล มีต้นเค้าอยู่ที่เรไรหรือปี่น้ำเต้า(รากเหง้าแคน) แล้วเรียกภายหลังเป็น 3 ขนาดว่า ปี่นอก, ปี่กลาง, ปี่ใน

แต่คนไทยเรียกปี่ไทย, คนลาวเรียกปี่ลาว, คนเขมรเรียกปี่เขมร

แต่แล้วสังคมไทยและครูบาอาจารย์วรรณคดีไทย (รวมถึงนักกลอนและกวี)ไม่ยอมทำความเข้าใจปี่พระอภัยของสุนทรภู่ ยังคงให้ร้ายสุนทรภู่ว่า ขี้เมา เจ้าชู้ อยู่อย่างไพร่ ไร้เคหา

แล้วพากันมองปี่เป็นบ้องกัญชาของคนสิ้นไร้

ครูบาอาจารย์ในสถาบันที่สอนดนตรีไทยก็ไม่เอาใจใส่อะไรทั้งนั้น เพราะส่วนมากไม่อ่านหนังสือ และไม่อ่านวรรณคดี เราเลยไม่รู้อะไรดีๆจากพระอภัยมณีเป่าปี่สร้างปัญญา