มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 22 มิถุนายน 2554

พิธี “แฮกนา” หรือแรกนา คนเมืองเหนือกระทำในไร่นาที่ได้รับน้ำจากลำเหมือง ที่เรียกกันว่า “ไฮ่ปากต๊าง” เครื่องประกอบพิธีมีตาเหลว(เฉลว) ขนาดใหญ่บนยอดไม้รวก มีโซ่ทำด้วยตอกแขวนจากตาเหลว(เฉลว) ปลายโซ่ผูกปลาตะเพียนทำด้วยไม้เส้นละตัว รอบๆเสาไม้รวก 4 ทิศมีแท่นวางสะตวง(กระทงหรือกระบะใส่เครื่องเซ่น)ทิศละแท่น ในสะตวงมีเครื่องบริโภคต่างๆ (ภาพและคำอธิบายจาก “ฮีตไผ ฮีตมัน” ใน คนเมือง วารพิเศษรายเดือน พ.ศ. 2498 บทความโดย แมน เมืองเหนือ, ภาพโดย นิคม กิตติกุล) ชาวบ้านจะตั้งค้างข้าวแฮกในบริเวณหัวนาคือบริเวณรับน้ำเข้านา เพื่อเป็นที่อยู่ของเทวดาหรือผีเสื้อรักษานาเรียกว่า “เสื้อนา” โดยตั้งค้างข้าวแฮกด้วยการตั้งเสาหรือหอบูชาท้าวทั้งสี่ บางท้องถิ่นใช้ลำไม้ไผ่ผ่าซีกด้านบนแล้วใช้ไม้ขัดให้ปากกระบอกผายเรียกว่า “ซอง” บางท้องถิ่นฝังเสา 4 เสา วางตะแกรงไม้ไผ่เป็นร้าน ที่ปลายเสาทั้งสี่ติดด้วยตาเหลว บางที่มีเสาไม้รวกหรือก้านไม้ไผ่ที่เลาะกิ่งก้านออกหมดเหลือแต่ยอดติดปลายด้วยตาเหลวขนาดใหญ่คล้ายว่าว เรียก “ตาแสง” ตรงปลายมีห่วงตอกร้อยต่อกันโยงจากตาแสง เรียก “ไม้ว้อง” ปลายทั้งสองของสายไม้ว้องติดรูปจำลองปลาทำจากไม้จริงหรือไม้ไผ่สาน เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ ข้างใต้ก้านตาแสงหรือตาเหลวมีแท่นวางเครื่องเซ่น (ข้อมูลจาก ข้าวกับคนไทย โดย สถาบันวิจัยข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร, 2545)

ผู้มีใจงามสามโลกก็เหลือหา ค้นภาพเก่าพร้อมคำอธิบายเรื่องพิธีแฮกนา (แรกนา) มาให้ตามที่ผมขอไป

เมื่อดูภาพแล้วอ่านคำอธิบาย เลยคิดถึงข้อความพรรณนาเรื่องตาแฮกของจิตร ภูมิศักดิ์ พิมพ์อยู่ในหนังสือ สังคมไทยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนสมัยศรีอยุธยา (สำนักพิมพ์ไม้งาม พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2526 หน้า 350) มีดังนี้

ความเชื่อถือแบบดั้งเดิมเก่าแก่ ที่เชื่อว่า ถ้าเราจำลองเลียนแบบธรรมชาติขึ้นแล้ว ก็จะบันดาลหรือบังคับให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นได้จริงดังใจปรารถนา.  

ชาวนาแต่ก่อนเมื่อจะลงมือดำนา จะต้องสร้างนาจำลองขนาดสักหนึ่งตารางเมตรขึ้นก่อน แล้วดำกล้าลงในนานั้นห้าหกกอ นาจำลองนั้นเรียกว่า ตาแรก หรือ ตาแฮก (ตา = ตาราง ; แรก คือ แรกเริ่มดำ). ถ้าบำรุงข้าวในตาแรกนั้นได้งาม ข้าวในนาทั้งหมดก็จะงามตามไปด้วย.

นี่คือตัวอย่างหนึ่งของความเชื่อถือดั้งเดิมที่เชื่อว่ามนุษย์สามารถ บังคับ ธรรมชาติได้ด้วยการจำลองแบบธรรมชาติย่อส่วนลงมาทำด้วยมือของมนุษย์เองก่อน.

ยังมีพิธีกรรมอีกหลายอย่างในชีวิตของชาวนาไทย-ลาว ที่ใช้วิธีจำลองแบบธรรมชาติเพื่อบังคับให้ธรรมชาติเป็นไปตามแบบที่จำลอง ซึ่งพิธีกรรมเหล่านี้เป็นการ บงการ (command) มิใช่ วิงวอน (implore).

เสาไม้ไผ่ปักเฉลวบนยอด (ที่เห็นในรูปถ่าย) คนแต่ก่อนอาจเรียกอย่างเดียวกับคำขับลำดึกดำบรรพ์ (ของพวกผู้ไทยขาวในเวียดนาม) ว่า “เสาชูโคมฟ้า”  (ตำนานเรียกสุวรรณโคมคำ) เป็น “เสาค้ำฟ้า” ไว้ไม่ให้หล่นลงมาทับดิน กับโยงใยเชื่อมฟ้ากับดินให้ติดต่อไปมาหากันได้ ดังข้อความกำเนิดคนในพงศาวดารล้านช้างว่า

“กาลเมื่อก่อนนั้น ก็เป็นดินเป็นหญ้าเป็นฟ้าเป็นแถน ผีแลคนเที่ยวไปมาหากันบ่ขาด”

ต่อมาเมื่อไรไม่รู้ ผี กลายเป็นเจ้า ดังมีคำพูดภาษาปากว่า ทรงเจ้าเข้าผี, ไหว้ผีไหว้เจ้า, ฯลฯ แล้วมีผู้ตัดทอนเสาค้ำฟ้าขาดหายไป ทำให้ฟ้ากับดินไม่เชื่อมต่อกันเหมือนแต่ก่อน

ผี (เจ้า) กับคน (ไพร่) ก็ขาดไปมาหาสู่กันนับแต่บัดนั้นจนบัดนี้