มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน 2554

สังคมไทยต้อง“ร่วมสมัย”อย่างมีสมองคือ รู้และเข้าใจรากเหง้าของตัวเอง ดังกรณีภูเก็ต

ภูเก็ต หรือถลาง ถูกเรียกจากนักเดินทางและพ่อค้ายุคต้นพุทธกาลว่า จังค์ ซีลอน หมายถึง ท่าจอดเรือลังกาน้อย

หมายความว่าชาวตะวันตกยุคแรกๆ เรียกบริเวณภูเก็ตว่า“ลังกาน้อย” เพราะเป็นท่าจอดเรืออยู่ฝั่งทะเลตรงข้ามศรีลังกา ที่เป็นย่านจอดเรือนานาชาติขนาดใหญ่ เป็นที่รู้กันกว้างขวางมาตั้งแต่ยุคต้นพุทธกาล

เรื่องราวความเป็นมาของจังค์ ซีลอน หรือลังกาน้อย คงเป็นที่รู้ในหมู่คนชั้นนำและกระฎุมพีสยาม สืบเนื่องมานานจนถึงยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์

สุนทรภู่ก็ย่อมรู้ดี จึงยกจังค์ ซีลอน เป็นฉากในจินตนาการวรรณคดีเรื่องพระอภัยมณี ให้พระอภัยมณีกับนางสุวรรณมาลี เป็นฝ่ายเมืองผลึก (คือ ถลาง-ภูเก็ต) อยู่ฝั่งทะเลตรงข้ามกับเมืองลังกาของนางละเวงกับอุศเรน (คือ ศรีลังกา) แล้วเป็นคู่กรณียกทัพเรือรบพุ่งกัน

พระอภัยมณีของสุนทรภู่ เป็น“วรรณคดีต่อต้านสงครามล่าเมืองขึ้น” เหตุการณ์ต่างๆเกิดในทะเลอันดามัน ระหว่างภูเก็ตกับลังกา ไม่ใช่เกิดที่อ่าวไทยแถวๆ ระยอง

เกาะแก้วพิสดาร อยู่ในทะเลอันดามัน ไม่ได้อยู่อ่าวไทยตามที่เข้าใจผิดมานาน

สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) ร่วมกับเทศบาลนครภูเก็ต จะทำพิพิธภัณฑ์เมืองมีชีวิตภูเก็ต บนย่านการค้าเมืองเก่าที่มีอาคารชิโน-โปรตุกีส

มีผู้ค้นคว้ามาอธิบายว่า ชิโน-โปรตุกีส เป็นชื่อเรียกสถาปัตยกรรมแบบผสมระหว่างจีนกับโปรตุเกส พบมากในบ้านเมืองบริเวณคาบสมุทร เช่น มาเลเซีย (ที่เมืองมะละกา, เมืองปีนัง), สิงคโปร์, และไทย (ที่เมืองภูเก็ต, พังงา) ฯลฯ

พิพิธภัณฑ์“แห่งชาติ”ที่ภูเก็ต มีนานแล้ว แต่ไม่มีใครรู้จักหรอก ถ้าภูเก็ตจะสร้างใหม่ก็ไม่แนะนำให้เรียกพิพิธภัณฑ์ เพราะเป็นคำแสดงคุณสมบัติล้าหลัง ขอแนะนำให้ใช้ชื่อ “มิวเซียมภูเก็ต” จะโดนใจคนทุกระดับ

ความเคลื่อนไหวอย่างนี้ดีนัก แสดงว่า สศร. รู้จักและเข้าใจ ความเป็น“ร่วมสมัย” ที่ต้องมีรากเหง้าเก่าแก่เป็นพลังสร้างสรรค์ด้วย โดยยก“อดีตรับใช้ปัจจุบัน สร้างสรรค์อนาคต”

ฉะนั้น ต้องมีข้อมูลความรู้เกี่ยวกับพระอภัยมณี งานสร้างสรรค์สำคัญระดับโลกของสุนทรภู่ ให้อยู่ในมิวเซียมภูเก็ตด้วย

งานร่วมสมัยจำนวนไม่น้อย อวดรูปแบบที่ก๊อบปี้แม็กกาซีนโลกตะวันตก แต่ไม่มีเนื้อหาเป็นของตัวเอง ก็เพราะขาดความรู้และความเข้าใจรากเหง้า

เลยทำให้คนใน สศร. จำนวนไม่น้อย คิดพล่อยๆ ว่า ร่วมสมัย ไม่ต้องมีรากเหง้า

ก็เพราะคิดพล่อยๆ อย่างนี้แหละ สังคมไทยอย่างที่เห็นและเป็นอยู่ทุกวันนี้ถึง “ร่วมสมัย แต่ไม่พัฒนา” เพราะ“ร่วมสมัย อย่างไร้สมอง”