Download PDF

มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดี ที่ 9 มิถุนายน 2554

คำแถลงปิดท้ายการชี้แจงด้วยวาจาของ นายวีรชัย พลาศรัย ตัวแทนรัฐบาลไทย กรณีปราสาทพระวิหาร มีแพร่หลายเป็นภาษาไทยในหนังสือพิมพ์

แต่ของกัมพูชาหาอ่านภาษาไทยไม่ได้ เลยไม่รู้ข้อกล่าวหาอย่างละเอียดพอที่จะศึกษาให้เข้าใจทัศนะของฝ่ายกัมพูชาต่อปัญหาความขัดแย้งนี้ เลยต้องอาศัยข้อเขียนสรุปข่าวของผู้สื่อข่าวในหนังสือพิมพ์ภาษาไทยไปพลางๆ

กัมพูชามีคำชี้แจงกรณีพิพาทกับไทยเรื่องปราสาทพระวิหาร (คอลัมน์วิเทศวิถี โดย วรรัตน์ ตานิกูจิ ในมติชน ฉบับวันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน 2554 หน้า 30) สรุปสั้นๆว่า

ไทยยอมรับแผนที่ 1 : 200,000 ตั้งแต่ในอดีต และศาลโลกตัดสินเมื่อ พ.ศ. 2505 ให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา ก็เพราะมีแผนที่เป็นภาคผนวกแนบท้าย

แผนที่ดังกล่าวจึงเป็นสิ่งบ่งชี้ถึงเส้นเขตแดนระหว่างสองประเทศไปโดยปริยาย

แล้วบอกว่าไทยเป็นฝ่ายรุกรานกัมพูชา เพราะไม่ยอมรับคำตัดสินของศาลโลก

“ไทยยอมรับแผนที่ 1 : 200,000 ตั้งแต่ในอดีต—” ที่กัมพูชาแถลง หมายถึงการทำสนธิสัญญาระหว่างฝรั่งเศสกับสยามสมัยรัชกาลที่ 5 ทำให้ปราสาทพระวิหารตกเป็นของฝรั่งเศสตั้งแต่นั้นมา ดังอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขียนอธิบายไว้ในมติชนสุดสัปดาห์ (13-19 พฤษภาคม 2554 หน้า 30-31) จะขอสรุปมาให้อ่านดังนี้

พ.ศ. 2447 รัฐบาลสยามสมัย ร.5 ทำสนธิสัญญาเรื่องเขตแดนกับฝรั่งเศส (ฉบับ 13 กุมภาพันธ์ 1904) ซึ่งมีพันธะให้ต้องยอมรับแผนที่แนบท้ายที่มีปราสาทพระวิหารอยู่ในเขตกัมพูชาของฝรั่งเศส

เมื่อฝรั่งเศสยอมลงนามในสนธิสัญญา พ.ศ. 2447 นี้ จึงเป็นครั้งแรกที่สยามได้อธิปไตยที่แน่ชัด (หรือที่มหาอำนาจรับรอง) บนดินแดนด้านตะวันออกเฉียงเหนือ

รัฐบาลสมัย ร.5 น่าจะเห็นว่าเป็น “ความสำเร็จ” ที่ยิ่งใหญ่อันหนึ่ง เพราะขณะนั้นยังไม่แน่ชัดว่ามหาอำนาจโดยเฉพาะฝรั่งเศสยอมรับการมีอยู่ของประเทศสยามแค่ไหน (เช่น ที่ราบสูงโคราชทั้งหมดเป็นของสยาม หรือเป็นดินแดนที่ยังต้องเจรจาต่อรองกันก่อน)

เมื่อแผนที่แนบท้ายมีเส้นเขตแดนที่ลัดเลาะเลียบแม่น้ำโขง และเทือกเขาพนมดงเร็ก มีความชัดเจนแน่นอน และประกันความปลอดภัยของสยาม เป็นอันหมดกังวลเสียทีกับความเปราะบางของอธิปไตยสยามทางด้านนี้

ดังนั้น ย่อมมีความสำคัญกว่ากันอย่างเทียบไม่ได้กับปราสาทพระวิหาร ซึ่งขณะนั้นแทบจะไม่มีใครรู้จักเลย แผนที่แนบท้ายที่สยามให้คำรับรองไว้จะบิดเบี้ยวไปจากสันปันน้ำอย่างไร จึงไม่มีความสำคัญนัก

ขณะนั้น พ.ศ. 2447 ฝรั่งเศสยังยึดจันทบุรี, ตราด , และเกาะในอ่าวไทยด้านตะวันออกไว้ทั้งหมด ด้วยข้ออ้างว่าเป็นหลักประกันใช้บังคับสยามให้ยอมทำตามสัญญา ร.ศ. 112 พ.ศ. 2436 (ค.ศ. 1893)

สมเด็จฯกรมพระยาดำรงฯ ก็ทรงทราบดี และยอมรับความจริงข้อนี้ ดังเห็นจากคราวเสด็จประพาสปราสาทพระวิหาร พ.ศ. 2472 (สมัยรัชกาลที่ 7) ทรงรับการถวายต้อนรับของฝรั่งเศส

กัมพูชายึดถือว่าแผนที่แนบท้ายสนธิสัญญาเป็นสิ่งบ่งชี้ถึงเส้นเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาโดยปริยาย

พูดง่ายๆเป็นเบื้องต้นว่า ดินแดนกัมพูชาครอบคลุมตัวปราสาทและอาณาบริเวณทั้งหมด (ซึ่งไทยเห็นว่าเป็นดินแดนไทย)

แต่ไทยไม่ยึดถืออย่างกัมพูชา ปัญหามันถึงเกิดขึ้นมายืดเยื้อยาวนานนี่แหละ

เมื่อยังตกลงเรื่องนี้ไม่ได้ ก็น่าจะพักไว้ก่อน แกล้งลืมไปก่อน เพราะเคยลืมมาแล้วเกือบ 50 ปียังลืมได้นี่ ถึงจะมีเขตแดนแต่ทำเหมือนไม่มีก็ได้

แล้วหันหน้าหารือกันว่าจะสร้างสรรค์พื้นที่ให้มีทั้งคุณค่าและมูลค่ามาแบ่งปันกันอย่างไรดี?