มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน 2554

สยามประเทศ ในแผ่นดินรัชกาลที่ 5 ไม่ได้กังวลเรื่องปราสาทพระวิหาร เพราะคนส่วนมากไม่รู้จัก

แต่เป็นกังวลอย่างยิ่งว่ามหาอำนาจโดยเฉพาะฝรั่งเศสจะมาไม้ไหนอีก เพราะขณะนั้น พ.ศ. 2447 ฝรั่งเศสยังยึดจันทบุรี, ตราด, และเกาะในอ่าวไทยด้านตะวันออกไว้ทั้งหมดมาตั้งแต่ ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) เพื่อบงการให้สยามทำตามที่ต้องการ

และที่สำคัญนัก คือดินแดนที่ราบสูงโคราชทั้งหมดยังไม่รู้เป็นของใครแน่? เพราะตลอดทิวเขาพนมดงเร็ก, แม่น้ำมูล, และแม่น้ำโขง ล้วนเต็มไปด้วยวัฒนธรรม คนพูดภาษาเขมร

แม่น้ำมูล เป็นแนวอยู่ทางเหนือ ส่วนพนมดงเร็กเป็นแนวอยู่ทางใต้

ทั้งสองแนวทอดขนานไปทิศทางตะวันตก-ตะวันออก ตั้งแต่นครราชสีมา, บุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ, อุบลราชธานี

สิ้นสุดที่แม่น้ำโขง

เทือกเขาพนมดงเร็ก ลุ่มน้ำมูล เป็นหลักแหล่งของตระกูลมอญ-เขมร มาแต่ดึกดำบรรพ์ มีพยานหลักฐานแน่นหนา

ที่สำคัญยิ่งคือบริเวณต้นน้ำมูล เป็นถิ่นฐานบรรพชนกษัตริย์กัมพูชา เรียกราชวงศ์“มหิธร” (อ่านรายละเอียดข้อเขียนของเจนจิรา เบญจพงศ์ ในพื้นที่สุวรรณภูมิสังคมวัฒนธรรม ฉบับวันนี้)

สมัย ร.5 ปราสาทพระวิหารเป็นของฝรั่งเศส อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขียนอธิบายไว้ในมติชนสุดสัปดาห์ (13-19 พฤษภาคม 2554 หน้า 30-31) สรุปว่า

พ.ศ. 2447 รัฐบาลสยามสมัย ร.5 ทำสนธิสัญญาเรื่องเขตแดนกับฝรั่งเศส (ฉบับ 13 กุมภาพันธ์ 1904) ซึ่งมีพันธะให้ต้องยอมรับแผนที่แนบท้ายที่มีปราสาทพระวิหารอยู่ในเขตกัมพูชาของฝรั่งเศส

เมื่อฝรั่งเศสยอมลงนามในสนธิสัญญา พ.ศ. 2447 นี้ จึงเป็นครั้งแรกที่สยามได้อธิปไตยที่แน่ชัด (หรือที่มหาอำนาจรับรอง) บนดินแดนด้านตะวันออกเฉียงเหนือ

รัฐบาลสมัย ร.5 น่าจะเห็นว่าเป็น “ความสำเร็จ” ที่ยิ่งใหญ่อันหนึ่ง เพราะขณะนั้นยังไม่แน่ชัดว่ามหาอำนาจโดยเฉพาะฝรั่งเศสยอมรับการมีอยู่ของประเทศสยามแค่ไหน (เช่น ที่ราบสูงโคราชทั้งหมดเป็นของสยาม หรือเป็นดินแดนที่ยังต้องเจรจาต่อรองกันก่อน)

เมื่อแผนที่แนบท้ายมีเส้นเขตแดนที่ลัดเลาะเลียบแม่น้ำโขง และเทือกเขาพนมดงเร็ก มีความชัดเจนแน่นอน และประกันความปลอดภัยของสยาม เป็นอันหมดกังวลเสียทีกับความเปราะบางของอธิปไตยสยามทางด้านนี้

ดังนั้น ย่อมมีความสำคัญกว่ากันอย่างเทียบไม่ได้กับปราสาทพระวิหาร ซึ่งขณะนั้นแทบจะไม่มีใครรู้จักเลย แผนที่แนบท้ายที่สยามให้คำรับรองไว้จะบิดเบี้ยวไปจากสันปันน้ำอย่างไร จึงไม่มีความสำคัญนัก

สมเด็จฯ เสด็จปราสาทพระวิหารของฝรั่งเศส

พ.ศ. 2472 สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้เสด็จ “ตรวจโบราณวัตถุสถาน” มณฑลนครราชสีมา และเสด็จเลยไปประทับค้างแรมปราสาทพระวิหาร อาจารย์นิธิบอกว่า สมเด็จฯ  ทรงทราบอยู่แล้วว่าปราสาทพระวิหารอยู่ในเขตปกครองของอินโดจีนฝรั่งเศส ตามสนธิสัญญาซึ่งสยามและฝรั่งเศสทำขึ้นใน พ.ศ. 2447 และสยามได้ให้คำรับรองทั้งในทางปฏิบัติและอย่างเป็นทางการใน พ.ศ. 2450

ทุกอย่างเป็นที่พอใจของชนชั้นนำขณะนั้นทุกคน

อาจารย์นิธิ เตือนไว้ด้วยว่า

เราไม่อาจตัดสินการกระทำหรือความคิดของคนแต่ก่อนด้วยเงื่อนไขของปัจจุบันได้ เพราะเขาทำและคิดขึ้นจากเงื่อนไขในสมัยของเขา ซึ่งมาในภายหลังอาจเห็นได้ว่าผิดหรือถูกก็ตาม แต่อย่างน้อยก็มีเหตุผลรองรับ ทั้งเป็นเหตุผลที่มีประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้งด้วย

ต่างจากการนำเรื่องปราสาทพระวิหารกลับมาใหม่ในสมัยปัจจุบัน เพราะกลายเป็นผลประโยชน์ทางการเมืองเฉพาะตน หรือเฉพาะกลุ่มไปเสียหมด

สถาบันการศึกษาควรแบ่งปันเผยแพร่คำอธิบายเรื่องปราสาทพระวิหารด้วยพยานหลักฐานที่มีจริงและเป็นจริงในประวัติศาสตร์ โดยไม่วาดจินตนาการขึ้นเองตามใจชอบ

fluoxetine liquid buy extra super cialis online