Download PDF

มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธ ที่ 1 มิถุนายน 2554

เมื่อไม่นานมานี้มีผู้บริหารสถาบันทางศิลปวัฒนธรรม เขียนข้อความลงหนังสือพิมพ์มีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า

จากอดีตถึงปัจจุบัน ศิลปวัฒนธรรมของไทยไม่เคยมีคำว่าเงินทอน

“เงินทอน” เป็นคำประสมระหว่างคำว่า “เงิน” กับคำว่า “ทอน”  มีใช้นานแล้วหมายถึง “เงินส่วนเกินราคาของสินค้าที่ผู้ขายคืนให้แก่ผู้ซื้อ” (พจนานุกรมฉบับมติชน)

แต่ปัจจุบันเงินทอนมีความหมายใหม่เพิ่มขึ้นมา คือ คอร์รัปชั่น หรือ               ใต้โต๊ะ เช่น

มีโครงการหนึ่งงบประมาณ 100 ล้านบาท ถ้าผู้รับเหมาหรือผู้รับจ้างต้องการจะทำโครงการนี้ ก็ต้องเสนอ“เงินทอน” หรือ “เงินใต้โต๊ะ” ให้กับผู้มีอำนาจและบริวารจำนวนหนึ่ง ซึ่งคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่ 10% จนถึง 40% ต้องจ่ายทันทีที่เซ็นสัญญาอนุมัติโครงการให้ทำ เรื่องนี้ผู้มีประสบการณ์ตรงบอกว่าต้องเอาเงินส่วนตัวจ่ายก่อน

ผู้รู้บอกว่าเงินส่วนตัวที่ผู้รับโครงการต้องจ่ายตามเปอร์เซ็นต์ที่ตกลงกันทันทีที่ได้รับอนุมัติโครงการ อย่างนี้แหละเรียก เงินทอน หรือ เงินใต้โต๊ะ

เงินทอนไม่เข้าใครออกใคร ไม่ละเว้นไม่ว่ากิจการอะไร แม้กิจการทางศาสนา            ก็ไม่เว้น กระทั่งกิจกรรมวิชาการในมหาวิทยาลัยก็เช่นกัน

ดังนั้น จากอดีตในวงการศิลปวัฒนธรรมอาจไม่มีเงินทอน(แต่มีเงินเรียกชื่ออย่างอื่น) แต่ปัจจุบันมีเงินทอน แล้วมีเป็นก้อนๆ โตๆ สม่ำเสมอ เช่น

เงินทอนจากโรงพิมพ์รับจ้างพิมพ์หนังสือ, จากผู้รับเหมาซ่อมโรงละครแห่งชาติ หรือซ่อมโบราณสถาน หรือจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ, ศิลปินบางคนบอกว่าต้องรวมถึงเครื่องโขนละครและเครื่องดนตรีด้วย ฯลฯ

ขอบอกให้ผู้บริหารสถาบันทางศิลปวัฒนธรรมรู้ไว้ด้วย ว่าเงินทอนใต้โต๊ะคอร์รัปชั่นมีหนักข้อขึ้นจนเอกชน“คนจ่าย” ทนไม่ได้ จ่ายไม่ไหว เพราะต้องจ่ายมากกว่าแต่ก่อน จาก 2-3% ใน 20-30 ปีที่ผ่านมา แล้วมากเป็น 30-40% ใน 3-4 ปีนี้ แล้วเพิ่มมากขึ้นเป็น 50% ในปีนี้ และต่อๆไป

“คนจ่าย”เลยรวมตัวกันเป็นภาคีเครือข่ายการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น 21 องค์กร และประกาศร่วมมือกันสัมมนา “ต่อต้านคอร์รัปชั่น            จุดเปลี่ยนประเทศไทย”

ถ้ามองอย่างแอ๊บแบ๊ว ก็ต้องยกย่องว่าการรวมตัวอย่างนี้ดีวิเศษ เพราะอาจเป็นครั้งแรกที่องค์กรเอกชนสำคัญๆ ร่วมมือกันต่อต้านปราบปรามคอร์รัปชั่นอย่างนี้

ถ้ามองอย่างระแวงไม่วางใจ จะได้ว่าเพราะผู้มีอำนาจเรียกเงินทอนใต้โต๊ะโลภมากเกินไป ขนาดสูงถึง 50% เลยจ่ายไม่ไหว ต้องออกมาโวยวายเพื่อให้ผ่อนคลายลงไปเท่าแต่ก่อน ก็พอจะอะลุ้มอล่วยจ่ายกันได้เหมือนเดิม

ด้านศาสนาและศิลปวัฒนธรรมความเป็นไทย(ที่มักคิดไปเองว่าบริสุทธิ์ผุดผ่องนักหนา) ก็จะได้มี“เงินทอน”จากโครงการเพื่อความมั่นคงของชาติ และความมั่งคั่งของคนมีอำนาจต่อไปอีกเป็นนิรันดร

บรรดาผู้มีจิตอาสาเพื่อสาธารณะก็ซวยไป เพราะอาจารย์มหาวิทยาลัยล้วนไม่เชื่อว่ามีจริงในสังคมไทยที่ทำงานแบ่งปันเผยแพร่โดยไม่ได้รับเงินทอนตอบแทน เพราะตัวพวกเขาเองที่คิดอย่างนั้นล้วนทำงานแล้วรับเงินทอนใต้โต๊ะทั้งนั้น ถ้าไม่มีก็ไม่ทำฟรีๆเพื่อสาธารณะ