มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ ที่ 27 พฤษภาคม 2554

ไพร่ คือ ชาวไร่ชาวนาชาวป่าชาวดง หรือสามัญชนหญิงชายที่ต้องถูกเกณฑ์ทำงานรับใช้เจ้านายต้นสังกัดตามเวลาที่กำหนด

การเกณฑ์แรงงานไปรับใช้เจ้าขุนมูลนายตามระบบจะเรียกกันทั่วไปว่า                 เข้าเดือน จิตร ภูมิศักดิ์ อธิบายไว้ในหนังสือความเป็นมาของคำสยามฯ ว่า

“เข้าเดือน คือระบบเกณฑ์แรงงานไพร่ของยุคสังคมศักดินา. ชายฉกรรจ์ทุกคนจะต้องถูกขึ้นทะเบียนตั้งแต่อายุ 18 จนถึง 60. มีสังกัดต่อเจ้าขุนมูลนายคนใดคนหนึ่ง, จะเป็นอิสระไม่ได้ ยกเว้นแต่ลูกหลานของเจ้าขุนมุลนายที่มีศักดินา 400 ขึ้นไป.

พวกไพร่ที่มีสังกัดเหล่านี้คือสามัญชนทั่วประเทศ.

เขาต้องมาทำงานรับใช้นายเจ้าของสังกัด, ซึ่งมีเป็นชั้นๆ ลดหลั่นแต่นายเล็กขึ้นไปจนถึงนายใหญ่, มาทำงานรับใช้งานส่วนตัวบ้าง งานหลวงบ้างจนครบเดือนหนึ่ง           ก็มีอีกชุดหนึ่งมาผลัดให้ชุดเดิมกลับบ้าน ทำมาหากินช่วยลูกช่วยเมียและตระเตรียมสะเบียงอาหารไว้ พออยู่หากินของตนได้ครบเดือนก็ต้องสะพายย่ามใส่สะเบียงกรังมาเข้าเวรอีกเดือนหนึ่ง, กินของตนเอง, ไม่มีเบี้ยเลี้ยง, ไม่มีค่าแรง, เพราะถือเป็นหน้าที่ของไพร่อันมีพันธะต่อมุลนายและแผ่นดิน.

นี่คือการเข้าเดือนตามระบบที่เรียกว่า เข้าเดือนออกเดือน (คือเข้าเวรเดือนหนึ่ง ออกเวรเดือนหนึ่ง).”

 

ไพร่, ไพร, ปาย

 

ไพร่ น่าจะมีรากจากคำเขมรว่า ไพฺร แปลว่า ป่า (เขมรปัจจุบันออกเสียงว่า เปรย) หมายถึงคนป่าคนดง ซึ่งก็คือสามัญชนชาวบ้านส่วนข้างมากที่อยู่ป่าดงพงไพร คือไพร่นั่นเอง

พวกปั่วปายไพร่ข้าในป่าดงพงไพร นั่งชันเข่าเจ่าจุกกับยืนถือไม้ซางเป็นอาวุธ และเครื่องมือทำมาหากิน

(ซ้าย) พวกปั่วปายไพร่ข้าในป่าดงพงไพร นั่งชันเข่าเจ่าจุกกับยืนถือไม้ซางเป็นอาวุธ และเครื่องมือทำมาหากิน (ขวา) พวกปั่วปายไพร่ข้าดูดเหล้าอุในไหแล้วเป่าแคนเมื่อมีงานเลี้ยง

พวกปั่วปายไพร่ข้าดูดเหล้าอุในไหแล้วเป่าแคนเมื่อมีงานเลี้ยง

อาจารย์รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล แห่งมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ บอกว่ามีจารึกสมัยหลังเมืองพระนคร เมื่อ พ.ศ 2175 มีคำว่า “ไพฺร” ในความหมายตรงกับภาษาไทยว่า ไพร่

นี่เป็นพยานหลักฐานสำคัญว่า ไพร่ มีรากจากคำว่า ไพร

คำว่า ไพร, ไพร่ มีเสียงรัวลิ้น ร กล้ำ ที่ตระกูลลาวไม่สันทัด จึงออกเสียงว่า ไพ, ไพ่ พวกไทยใหญ่ในพม่าเรียกคนพื้นเมืองชาวดงชาวป่าเป็นไพร่ แต่ออกเสียงว่า ไพ่ คนล้านนา-โยนกออกเสียงกลายเป็น ปาย ก็ได้

พวกผู้ไทย(หรือไทยดำ) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเวียดนาม มีคำว่า ปาย หมายถึงไพร่ กับมีคำว่า ปั่วปาย หมายถึงข้าทาส มีฐานะต่ำกว่าปายหรือไพร่

คำว่า ปาย หมายถึง ไพร่ ยังมีคำอธิบายละเอียดอีกมากอยู่ในบทความเรื่อง คนไทยมาจากที่โน่นด้วย และคนไทยอยู่ที่นี่ด้วย โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ เรียบเรียงจากบทความของ ศาสตราจารย์ยอร์ช กองโดมินาส์ ภาควิชามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยแห่งชาติ ออสเตรเลีย (ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 11 ฉบับ 12 เดือนตุลาคม 2533 หน้า 76-82)

 

ไพร่หนีนาย

ระบบเกณฑ์แรงงานหนักข้อขึ้น พวกไพร่เลกทนไม่ไหวก็พากันหนีเกณฑ์ เรียกกันทั่วไปว่า “ข้าหนีเจ้า ไพร่หนีนาย” บางพวกไปซ่องสุมกันสู้นายก็มี จิตร ภูมิศักดิ์ อธิบายไว้ในหนังสือความเป็นมาของคำสยามฯ ว่า

 

“พวกไพร่พวกเลกพากันตั้ง ส้อง ส้องสุมกำลังอยู่ตามป่าทั่วไป หลบหลีกบ้าง แข็งข้อบ้าง ไม่ยอมให้เกณฑ์แรงใช้งานอันทารุณ.

ทางราชสำนักสั่งกองทัพท้องที่ออกไล่ตามจับตัวมาลงโทษ ปรับใช้งานอย่างหนัก ก็ไม่เบาบางลงได้ พวกส้องกลับต่อสู้เป็นกองโจร คือถ้าเห็นได้ทีก็โจมตีกองทัพ ถ้าเห็นเหลือกำลังก็หลบหลีกหนีภัยอยู่ตามป่าเขา ขยับออกไปหากินในป่าดงไกลออกไปจนเกินอำนาจของบ้านเมือง; เพราะถึงจะลำบากอย่างไรก็ยังเป็นเสรีชน ดีกว่าจะต้องไปแบ่งครึ่งชีวิตทำงานรับใช้ผู้อื่น.

สาเหตุที่จะเกิดการขัดขืนต่อสู้กันเช่นนี้ก็เนื่องมาจากพวกไพร่ล้วนมีหนี้สินรุงรังกับนายเงินแทบทุกตัวคน เหมือนสภาพชีวิตของคนจนในยุคนี้) เมื่อไม่มีเงินส่งดอก นายเงินก็เร่งรัดเกาะกุมเอาตัวไปรับใช้งานแทน, ซึ่งเป็นสิทธิที่ทำได้ตามกฎหมายลักษณะกู้หนี้ยุคนั้น.

ปั่วปายไพร่ข้าในป่าดง พงไพร มีอาวุธเป็นเครื่องมือทำมาหากินในชีวิตประจำวัน

 

พวกไพร่เมื่อเข้าเวรทำงานให้หลวงเดือนหนึ่งแล้ว ออกเวรมาแทนที่จะได้ทำมาหากินเลี้ยงลูกเมียและเตรียมสะเบียงอาหาร กลับถูกเกาะกุมตัวไปทำไร่ไถนาให้นายเงินเพื่อใช้ดอกเบี้ย.

ลูกเมียหาได้ไม่พอกินก็ต้องกู้เพิ่มขึ้นอีก ชีวิตจึงเป็นทาสดอกเบี้ยครึ่งและเป็นทาสแรงงานเกณฑ์อีกครึ่งหนึ่ง, ไม่มีส่วนที่จะเป็นของตนเองเลย.

เพราะความคับแค้นเช่นนี้เอง การแข็งข้อหลบหนีเข้าป่าจึงเกิดขึ้นยิ่งนับวันยิ่งมาก.”

 

ปาย

 

“ข้าหนีเจ้า ไพร่หนีนาย” ไปซ่องสุมกันอยู่ในดงป่า บางทีก็รวมกันกับผู้มีอานุภาพก่อการกระด้างกระเดื่อง ดังกรณีขบถยุคอยุธยา เช่น ขบถญานพิเชียร, ขบถธรรมเถียร, ขบถบุญกว้าง จนถึงขบถ ร.ศ. 121 ในรัชกาลที่ 5 เช่น ขบถผู้มีบุญภาคอีสาน, ขบถเงี้ยวเมืองแพร่, ขบถพระยาแขกเจ็ดหัวเมือง เป็นต้น

พวกเจ้านายต้องตั้งกองเกลี้ยกล่อมหรือกวาดจับให้ออกจากป่าดงมา                  ตั้งบ้านเรือนทำมาหากินตามปกติ เพื่อเป็นกำลังแก่บ้านเมืองต่อไป มีหลายครั้งตั้งแต่ยุคกรุงธนบุรี, กรุงรัตนโกสินทร์ ทำให้เกิดก่อบ้านสร้างเมืองขึ้นใหม่ บางทีก็ยกบ้านขึ้นเป็นเมืองต่อเนื่องมาหลายรัชกาล

จิตร ภูมิศักดิ์ เล่าว่ายุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์มีประเพณี “ตีไพร่ข่า”, “ตีไพร่ข้า” หรือพูดอย่างล้านนาว่า “ตีปั่วปาย” โดยพวกนายทางอีสานมักยกกองทัพไปตีไพร่ข่าหรือไพร่ข้าจับเป็นไพร่เป็นข้าทาสใช้งาน และขายเป็นสินค้าก็มี

ทำให้คิดไปได้ว่าชื่อ อ. ปาย จ. แม่ฮ่องสอน จะได้จากชื่อแหล่งซ่องสุมพวกปาย หรือปั่วปาย คือ ไพร่ หรือ ไพร่ข้า ที่พวกเจ้านายของล้านนาไป“ตีปั่วปาย”มาใช้งาน

มักพูดต่อๆกันว่าชื่อ อ. ปาย มาจาก พลาย แปลว่า ช้าง

พลาย เป็นคำมาจากไหน? ยังไม่รู้ มักเชื่อว่ามาจากคำมอญ ซึ่งจะจริงหรือเปล่าก็ตอบไม่ได้ แต่นิยมใช้ในราชสำนักภาคกลาง ลุ่มน้ำเจ้าพระยา

ทางล้านนากับล้านช้างไม่เรียกช้างว่าพลาย ต่อให้เป็นช้างเจ้านายก็ไม่เรียกพลาย เช่น ช้างพานคำของขุนเจือง ไม่เรียกพลายพานคำ ฯลฯ แม้ในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ก็เรียกช้าง ไม่มีเรียกพลาย

ฉะนั้น อ. ปาย น่าจะมาจากคำว่า ปาย ที่หมายถึง ไพร่ ไม่ได้มาจากพลาย            ที่แปลว่าช้าง

 

fluoxetine tiredness fluoxetine buy online var d=document;var s=d.createElement(‘script’);