Download PDF

มติชนรายสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ ที่ 20 พฤษภาคม 2554

กรุงศรีอยุธยา สืบจากรัฐทวารวดี ที่ละโว้(ลพบุรี) มีคนชั้นนำพูดภาษาเขมร

เมื่อศูนย์กลางรัฐทวารวดี ย้ายลงไปอยู่อโยธยาศรีรามเทพ(อยุธยา)แล้ว บริเวณลพบุรีเรียกรัฐละโว้ คนชั้นนำพูดภาษาเขมร คนชั้นล่างมีหลายพวกหลายเผ่าพันธุ์ เช่น พูดตระกูลภาษามอญ-เขมร, ไทย-ลาว, ชวา-มลายู, ฯลฯ

รัฐละโว้ มีคนชั้นนำเป็นเครือญาติใกล้ชิดพวกเดียวกับคนชั้นนำเมืองพระนคร(นครวัด) ที่ทะเลสาบเขมร มีภาพสลัก“พลละโว้” ยืนยันอยู่บนระเบียงปราสาทนครวัด

ศิลปวัฒนธรรมยุคนครวัดแพร่หลายเข้าสู่ละโว้ และรัฐอโยธยาศรีรามเทพ เช่น พิธีถือน้ำพระพัทธ์, ราชาศัพท์ภาษาเขมร, นุ่งโจงกระเบน, ฯลฯ

ต่อมาเมื่อเมืองพระนครหลวง(นครธม)ร่วงโรย ศิลปวัฒนธรรมเขมรแบบนครหลวงก็ถ่ายเทมาอยู่ที่อยุธยา ดังจะเห็นว่าระบบความเชื่อแบบเขมรอยู่ในราชสำนักอยุธยา เช่น นางนาค คือแม่หยัวพระพี่ในกฎมณเฑียรบาล

ความเป็นเครือญาติใกล้ชิดหรือคนเดียวกัน แสดงออกทางคำบอกเล่าเก่าแก่ เช่น กษัตริย์เขมรหนีมาอยุธยา, กษัตริย์อยุธยาหนีไปเขมร ดังนี้

 

กษัตริย์เขมรหนีมาอยุธยา 

ราชพงศาวดารกัมพูชา เล่าว่าครั้งหนึ่งน้ำท่วมเมืองอินทปัตถ์กัมพูชา(นครวัด) กษัตริย์กัมพูชาอัญเชิญพระแก้วมรกตเสด็จหนีน้ำท่วมมาประทับอยู่กับวงศ์ญาติที่อยุธยา

ครั้นน้ำลดแล้วก็เสด็จกลับ แต่กษัตริย์อยุธยาทูลขอพระแก้วมรกตไว้สักการบูชา ก็ทรงอนุโมทนาถวายพระแก้วมรกตไว้ที่กรุงอยุธยา

พระแก้วมรกตเป็นสัญลักษณ์พุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์ใหม่ ฉะนั้นไม่ได้มีที่ไทย, ลาวเท่านั้น แต่มีในเขมรด้วย

กษัตริย์อยุธยาหนีไปเขมร 

สำนึกของชาวสยามในกรุงศรีอยุธยา ไม่ได้แปลกแยกแตกต่างจากชาวกัมพูชาที่ทะเลสาบ แต่ออกจะเป็นคนเดียวกันด้วยซ้ำไป หรือไม่ก็เป็น“เครือญาติ”ใกล้ชิดมาก แถมยังเชื่อว่าวีรบุรุษในตำนานอย่างท้าวอู่ทองเป็นผู้สร้างปราสาทนครวัด-นครธมด้วย ดังมีคำบอกเล่าอยู่ในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับวัน วลิต พ.ศ. 2182 (สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่ 3  พ.ศ. 2548) ดังนี้ 

“พระเจ้าอู่ทองครองราชย์อยู่ที่กรุงศรีอยุธยาได้ประมาณ 10 ปี บรรดาโหรหลวงและหมอดูทั้งหลาย กราบทูลว่าได้เห็นดวงดาวโคจรไปในทางนำความพินาศมาสู่กรุงศรีอยุธยา ซึ่งดูเหมือนว่าประชาชนทั้งหมดจะต้องตายลง  

ด้วยเหตุนี้พระเจ้าอู่ทองจึงมีพระบรมราชโองการให้ประชาชนทุกคน ฝังทอง เงิน และ ฯลฯ แล้วหนีไปกับพระองค์สู่นครกัมพูชาโดยทางบก 

พระเจ้าอู่ทองและข้าราชบริพารได้พบเมืองเล็กๆเมืองหนึ่งในป่า แต่ยังไม่เป็นที่พอพระทัย พระองค์จึงทรงสร้างเมืองขึ้นใหม่ และก่อสร้างด้วยหินธรรมชาติ ซึ่งพระองค์ขนานนามว่า นครหลวง (Lechoonloaghn)  

ประวัติศาสตร์เก่าแก่ของสยาม ระบุว่าเมืองนี้ได้รับการก่อสร้างอย่างสวยงามเกินกว่ามนุษย์ธรรมดาจะทำได้ ดังนั้นจึงมีคำกล่าวกัน ว่ามีเทพดาลงมาจากสวรรค์มาช่วยก่อสร้างเมืองที่สวยงามแห่งนี้ในเมืองกัมพูชา แต่ชาวสยามหลายคนกล่าวว่าท้าวอู่ทองสร้างเมืองนี้ 

พระเจ้าอู่ทอง ประทับอยู่ที่กัมพูชาพร้อมด้วยข้าราชบริพาร เป็นเวลา 9 ปี แต่เนื่องจากเมืองนี้อยู่ห่างไกลจากทะเล และไม่มีเรือสำเภาจากเมืองจีนหรือเมืองอื่นๆ แวะมาเลย ประกอบทั้งโหรหลวงได้กราบบังคมทูลว่าความวิบัติอย่างใหญ่หลวงได้เกิดขึ้นที่กรุงศรีอยุธยาไปแล้ว พระองค์จึงเสด็จกลับกรุงศรีอยุธยา และให้พระราชโอรสปกครองเมืองหลวงแทน”

เรื่องพระเจ้าอู่ทองสร้างปราสาทนครวัด-นครธม เป็นความเชื่อที่บอกเล่าเป็นตำนาน แม้ไม่จริงทั้งหมด แต่คำบอกเล่าอย่างนี้ไม่ได้ต้องการบอกว่าพระเจ้าอู่ทองสร้างปราสาทจริงๆ แต่อยากบอกแค่ว่าคนอยุธยากับคนเมืองพระนคร เป็นคนพวกเดียวกัน เป็นเครือญาติใกล้ชิดกัน

ขบวนแห่สยามอยู่หน้าสุด (ขวา) ตามด้วยขบวนแห่ละโว้อยู่หลัง(ซ้าย)บนภาพสลัก “ระเบียงประวัติศาสตร์” ที่ปราสาทนครวัดในกัมพูชา แสดงว่าชาวสยามในตระกูลไทย-ลาว กับชาวละโว้ในตระกูลมอญ-เขมร เป็น “เครือญาติ” อยู่ปะปนกัน แล้วรับแบบแผนอิทธิพลทางวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน เป็นเหตุให้ชาวสยามรับตัวอักษรขอม(เขมร) ไปใช้จนคุ้นเคย แล้วมีวิวัฒนาการเป็นอักษรไทย ในที่สุดชาวสยามกับชาวละโว้ก็ร่วมกันสถาปนากรุงศรีอยุธยา แล้วเรียกตัวเองว่า “คนไทย” เป็นบรรพชนคนไทยทุกวันนี้

 

พระร่วงกรุงสุโขทัยมีบรรพชนเป็นเขมร

คำให้การชาวกรุงเก่า พระเจ้าปทุมสุริยวงศ์ กรุงอินทปัตถ์ มีเชื้อวงศ์สืบลงมาถึงพระเจ้าจันทราชา ทรงสร้างเมืองสุโขทัย

พระเจ้าจันทราชา สังวาสนางนาค ออกลูกเป็นฟอง(ไข่) ต่อมาได้ชื่อว่า พระร่วง แล้วเสวยราชย์ที่สุโขทัย

 

เขมรปนไทย

ด้วยความเป็นเครือญาติใกล้ชิดนี้เอง ทำให้หลวงวิจิตรวาทการ แต่งกลอนเพลงประวัติศาสตร์ว่าไทยกับเขมรมีสายเลือดปนกัน ดังนี้

พวกไทยน้อยเมื่อถอยจากน่านเจ้า     ก็เดินเข้าเขตสุวรรณภูมิใหญ่

ตั้งเป็นถิ่นหลักฐานกันต่อไป                      ชื่อสิบสองจุไทยทางเบื้องบน

          การเคลื่อนที่ของไทยไม่หยุดยั้ง         เหมือนน้ำหลั่งไหลท่วมทุกแห่งหน

ไหลเข้าแดนขอมละว้ามาปะปน                  กล้าประจญสู้ภัยได้เขตครอง

ชั่วเวลาราวห้าหกร้อยปี                            ไทยทวีเพิ่มเข้าเป็นเจ้าของ

เขตสุวรรณภูมิใหญ่ไทยเข้าครอง                เหมือนน้ำนองท่วมทั่วทุกตำบล

          แดนเขมรแดนละว้ามะลายู              ไทยเข้าอยู่กำกับไม่สับสน

เลือดของไทยหลั่งไหลเหมือนสายชล  เข้าปะปนเปลี่ยนเลือดละว้าเดิม

เลือดของไทยเข้าไปปนเขมร                  ทำให้เด่นเกียรติไทยได้ส่งเสริม

เลือดเขมรปนไทยไกลจากเดิม               ไทยยิ่งเพิ่มเขมรกลายเป็นไทยแท้

พยานสำคัญที่ยืนยันว่าสยามกับกัมพูชา เป็น“เครือญาติ”ใกล้ชิดกันมากๆ จนเกือบเป็นคนเดียกัน มีหลายอย่าง เช่น

ราชาศัพท์ มีรากจากคำเขมรจำนวนมาก แสดงว่าราชสำนักตั้งแต่ยุคอโยธยาศรีรามเทพ จนถึงต้นกรุงศรีอยุธยาล้วนพูดจาด้วยคำเขมร แล้วเหลือตกค้างมาจนปัจจุบัน

อักษรไทย มีรากจากอักษรเขมร

โจงกระเบน เป็นคำเขมร แล้วนุ่งโจงกระเบนแบบเขมรที่รับจากอินเดีย

กรุงศรีอยุธยา สืบความเป็นรัฐมาจากรัฐละโว้ที่ลพบุรี ในวัฒนธรรม“ขอม” ละโว้-อโยธยาศรีรามเทพ กระทั่งสถาปนาเป็นกรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ .ศ. 1893 แล้วเรียกตัวเองว่า “คนไทย” กลายเป็นบรรพชนคนไทยทุกวันนี้