Download PDF

มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ ที่ 20 พฤษภาคม 2554

นายกเทศมนตรีเทศบาลนคร นครราชสีมา สุรวุฒิ เชิดชัย ระดมผู้รู้ร่วมแก้ปัญหาวิกฤตน้ำเมืองโคราช

เริ่มแรกเน้นที่ลำตะคอง เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมได้ระดับหนึ่ง แล้วยังแก้ปัญหาน้ำเน่าเสียด้วย เช่น

ทำแก้มลิงลำตะคอง ใช้เก็บกักน้ำบริเวณสวนสามหญิง ก่อนเข้าเมืองโคราชราว 15 กิโลเมตร

ขยายลำตะคองให้กว้างขึ้น ยาว 1.6 กิโลเมตร จะเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้น แล้วแก้ปัญหารุกล้ำได้ด้วย

แล้วยังมีแผนงานอื่นๆรองรับอีกหลายอย่าง

ลำตะคอง เป็นลำน้ำสำคัญที่เลี้ยงประชากรเมืองโบราณอย่างน้อย 2 เมือง มานานนับพันๆปีมาแล้ว คือ เมืองเสมา ที่ อ. สูงเนิน และเมืองนครราชสีมา ที่ตัวจังหวัดนครราชสีมาทุกวันนี้

ชื่อ “ลำตะคอง” กร่อนจากคำว่าลำน้ำลำคลอง

ลำ กร่อนจาก ลำน้ำ, ตะคอง กร่อนจาก ลำคลอง (คลอง มีรากจากภาษามอญ แปลว่า เส้นทางคมนาคม)

ลำตะคอง ต้นน้ำเกิดจากเขาฟ้าผ่า ใน อ. ปากช่อง จ. นครราชสีมา

ไหลลงทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ เป็นเส้นแบ่งเขตจังหวัด ระหว่าง อ. เมือง

จ. นครนายก กับ อ. ปากช่อง จ. นครราชสีมา

แล้วไหลวกไปทางทิศเหนือ เข้า อ. ปากช่อง ผ่านที่ตั้งเขื่อนลำตะคอง ผ่าน

อ. สีคิ้ว, อ. สูงเนิน, อ. เมืองนครราชสีมา

แล้วเปลี่ยนไหลไปทางทิศตะวันออก ลงแม่น้ำมูล ใน ต. ท่าช้าง อ. จักราช

จ. นครราชสีมา ลำตะคองยาว 210 กม.

เมื่อเอ่ยชื่อลำตะคอง คนทั่วไปคิดถึงชื่อโคราช เช่นเดียวกันเมื่อเอ่ยชื่อโคราช ก็คิดถึงชื่อลำตะคอง เพราะเป็นชื่อคู่กัน ขาดกันไม่ได้

เมื่อ 2-3 ปีก่อน คุณขรรค์ชัย บุนปาน ประธานฯ มติชน เชิญชวน“แบ่งปันความรู้ เชิดชูศาสนา พัฒนาแหล่งน้ำ” แล้วเชิญชวนชาวท้องถิ่นร่วมกันทำสำเร็จ เช่น ที่เมืองอู่ทอง อ. อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี พร้อมกับสนับสนุนกรมศิลปากรให้พัฒนาพิพิธภัณฑ์บอกเล่าความเป็นมาของเมืองอู่ทอง“สุวรรณภูมิ” จนเป็นสุพรรณบุรี

ถ้าจะให้ดียิ่งๆขึ้นไป นายกฯ สุรวุฒิควรพัฒนาแหล่งน้ำลำตะคองไปด้วย แล้วแบ่งปันความรู้ไปด้วย

โดยจัด“มิวเซียม”กะทัดรัด บอกเล่าต้นน้ำความเป็นมาและเส้นทางของลำตะคองกับแม่น้ำมูล จนถึงประวัติศาสตร์เมืองนครราชสีมา มาจากไหน? เพื่อกระตุ้นให้ชาวเมืองโคราชร่วมมือกับเทศบาล แก้ปัญหาต่างๆของ“เมือง” แล้วร่วมรู้รากเหง้าความเป็นมาไปพร้อมๆกัน จะได้รักและผูกพันท้องถิ่น ด้วยความเข้าใจจริงๆ

กรมศิลปากรมีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอยู่ในเมืองนครราชสีมา แต่ไม่ได้บอกความเป็นมาของโคราช เมืองนครราชสีมา

เทศบาลทำ“มิวเซียม”ของตัวเองได้ ไม่ผิดประเพณี กลับจะดีเสียอีก เหมือนเมืองขนาดใหญ่ในโลกที่เทศบาลเขาต้องทำมิวเซียม, ห้องสมุด, โรงละคร, ฯลฯ เพื่อชาวบ้านชาวเมืองทั้งนั้น