มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกรื ที่ 6 พฤษภาคม 2554

“เทียนทอง” ในพระราชพิธีเบาะพก ยุคต้นอยุธยา และในบทร้องยุคกลางอยุธยา(เพลงสรรเสริญพระจันทร์) หมายถึง องคชาต ที่ไม่เคยพบคำอธิบายในเอกสารไทย แต่มีตัวอย่างเทียบเคียงอยู่ในเอกสารนิทานเขมร

 

พระราชพิธีเบาะพก 

ในกฎมณเฑียรบาลระบุพระราชพิธีเบาะพกเป็นพิธีกรรมที่พระเจ้าแผ่นดินต้องเสพสังวาสกับ“แม่หยัวพระพี่”

พิธีนี้ได้รับแบบแผนจากราชอาณาจักรกัมพูชาที่พระเจ้าแผ่นดินต้องเสพสังวาสนางนาคทุกคืน

ถ้อยคำพรรณนาในกฎมณเฑียรบาลระบุว่ามีขบวนแห่ด้วย ผู้เข้าขบวนแห่เชิญเครื่องพิธีศักดิ์สิทธิ์ล้วนเป็น“เมีย”อำมาตย์ผู้ใหญ่ เช่น เมียปุโรหิตถือ “เทียนทอง” ว่า

“เมียพระบโรหิตถือเทียนทอง เมียพระพิรามถือสังข เมียพระมเหธรถือปลาทอง เมียพระพิเชดถือเต่าทอง…”

จะเห็นว่า เทียนทอง นำหน้าสังข์, ปลาทอง, เต่าทอง

ร้องสรรเสริญพระจันทร์

 

๏ เจ้าเอยเทียนทอง ปิดเข้าที่หน้าแท่นทอง

ทำขวัญเจ้าทั้งสอง             ให้เจ้าอยู่ดีกินดี

ให้อยู่จนเฒ่าชรา               ให้เจ้าเป็นมหาเศรษฐี

อายุยืนได้ร้อยปี                เลี้ยงพระบิดามารดา

บทร้องครั้งกรุงเก่า เพลงสรรเสริญพระจันทร์ที่ยกมานี้ ใช้ร้องและบรรเลงแบบ“เนื้อเต็ม”ขับคลอพร้อมกันขณะเวียนเทียนทำขวัญอวยพรสาว-บ่าวในงานแต่งงานให้อยู่ดีกินดี

“เทียนทอง” หมายถึง องคชาต

 

เทียนทอง ในพระราชพิธีเบาะพกและบทร้องครั้งกรุงเก่า เพลงสรรเสริญพระจันทร์ หมายถึง องคชาตของเทวดา

มีคำอธิบายอยู่ในนิทานเขมร เรื่องตำนานเกี่ยวกับประเพณีการใช้แว่นเวียนเทียนในงานแต่งงาน (ประชุมเรื่องตำนานและนิทานพื้นบ้านเขมร ภาคที่ 9 ตำนานเกี่ยวกับที่มาของประเพณีต่างๆ โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ประยูร ทรงศิลป์ (แปลจากหนังสือภาษาเขมร เรื่อง “ปฺรชํเรืองเพฺรงแขฺมร” ภาคที่ 1-9 ของ “พุทฺธ          สาสนบณฺฑิตฺย”) พิมพ์โดยภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สถาบันราชภัฏธนบุรี พ.ศ. 2540 หน้า 904-907) มีความโดยย่อว่า

นิทานเขมรเรื่อง “เทียนทอง”

มนุษย์ขอพรพระอิศูร (เพี้ยนจากพระอีศวร) เอาไว้ใช้ประสิทธิ์พรชัยในงานวิวาห์ของมนุษย์

พระอิศูรคิดจะประทานองคชาตของพระองค์ และโยนีของพระนางอุมาว่าแล้วก็ทรงเหาะไปเอาทรายเพชรจากจักรวาลมาทำเป็นใบโพธิ์ทองอันเป็นตัวแทนโยนีของพระนางอุมาภควตี และทรงไปเอาหินเพชรจากภูเขาหิมาลัยมาทำเป็นเทียนทองแทนองคชาตของพระองค์

เมื่อทรงกระทำเสร็จแล้วพระองค์ทรงประทานชื่อว่า “พรพีรรัตน์” แปลว่า “พรทั้งสองนี้สว่างดังปรารถนา” แต่ว่าได้เรียกกลายไปเป็น “พพิล” (พพิล ในภาษาเขมรแปลว่าแว่นเวียนเทียน) เสร็จแล้วพระองค์ทรงส่งพระพรชัยมงคลพร้อมตรัสว่า

“ของสิ่งนี้เป็นมงคลอันยิ่งใหญ่ เจ้าจงเอาไปไว้เป็นเกียรติยศแห่งชมพูทวีปเถิด ถ้าต้องการจัดงานแต่งงานให้ลูกหลาน เจ้าจงเอาเทียนทองปิดเข้ากับใบโพธิ์ทองนี้ เอาไฟจุดให้สว่างแล้วเอาเวียนรอบคู่บ่าวสาวครบ 3 รอบแล้วจึงค่อยดับ เอาใบไม้โบกควันให้เข้าปากทั้งคู่บ่าวสาว ควันนั้นมีกลิ่นหอมประดุจดอกมณฑาบนสรวงสวรรค์อันไกลโพ้น ให้หายใจเอาควันเข้าไปในกาย เมื่อนั้นจะเกิดอาการเสียวซ่าน ขนลุก มีพละกำลังประดุจช้างสารทั้งหญิงชายและจะก่อให้เกิดบุตรซึ่งมีอำนาจยิ่งใหญ่”

มีผู้บอกเรื่องราวเหล่านั้นแก่อำมาตย์และมุขมนตรีในนครนั้นโดยทั่วหน้าให้ทราบ ว่าถ้าใครจะจัดการแต่งงานลูกสาวลูกชายให้เป็นคู่ครองกัน ต้องมาอัญเชิญของมงคลนี้ไปจุดเอาควันโบกและให้สูดเอาควันนั้นเข้าไปเพื่อที่จะได้มีพละกำลังประดุจช้างสาร เกิดบุตรที่เฉลียวฉลาด ถ้าชายหญิงใดมีกำลังอ่อนระโหย ซูบผอม กะปลก         กะเปลี้ยให้เข้าไปนั่งใกล้ๆ เวลาที่เขามีงานแต่งงาน เมื่อควันพัดมาถูกแม้เพียงเล็กน้อยก็จะทำให้มีเลือดฝาดดีขึ้นและมีพละกำลังประดุจช้างสารอย่างแน่แท้

กาลเวลาผ่านไปนานประมาณ 100 ปีเศษเทียนนั้นจึงหมดไป พระราชา อำมาตย์ เศรษฐีและบรรดาชนต่างพากันประดิษฐ์เทียนของตนขึ้นมาแทน บางคนที่ มั่งมีก็ทำใบโพธิ์ทองด้วยทอง บ้างก็ทำด้วยเงิน สัมฤทธิ์ ทองแดง ดีบุก เหล็ก ฯลฯ

ส่วนเทียนนั้นเขาเอาขี้ผึ้งมาควั่นแล้วปิดทอง

สมมุติว่าใบโพธิ์และเทียนนี้เป็นตัวแทนโยนีของพระนางอุมาภควตีและองค          ชาตของพระอิศูร ขอให้มีฤทธิ์อำนาจประดุจพระองค์ซึ่งได้นิมิตประทานมาให้ แล้วเอาไปจุดโบกควันให้ในเวลาจัดงานแต่งงาน

อาศัยเรื่องดังกล่าวนี้จึงมีประเพณีเวียนเทียนในงานแต่งงานมาจนทุกวันนี้

นิทานอย่างนี้มีเค้าความเป็นพื้นเมืองดั้งเดิมดึกดำบรรพ์สุวรรณภูมิมาก่อน ครั้นรับศาสนาพราหมณ์จากชมพูทวีปแล้ว ถึงปรับเข้าหาพระอีศวรกับพระอุมาเพื่อให้ศักดิ์สิทธิ์น่าเชื่อถือมากขึ้น

นอกจากนั้นนิทานเขมรเรื่องนี้น่าจะเคยเป็นที่รู้กันทั่วไปของคนในยุคอยุธยา เพราะมีบรรพชนร่วมกัน แต่ปัจจุบันไม่เหลือร่องรอยแล้วในประเทศไทย

อวัยวะเพศ

อวัยวะเพศของหญิงชายในยุคโบราณไม่ถือเป็นเรื่องหยาบโลนสกปรกเหมือนปัจจุบัน

ตรงข้าม กลับยกย่องเป็นของศักดิ์สิทธิ์ที่บันดาลให้ฟ้าร้อง ฝนตกต้องตามฤดูกาล มีข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์

มีพยานหลักฐานสำคัญ เช่น ปั้นเมฆ เป็นประเพณีทำรูปอวัยวะเพศหญิงชาย หรือปั้นเป็นผู้หญิงชายร่วมเพศกัน แล้วตั้งไว้กลางทุ่งนาเพื่อขอฝน

พิธีปั้นเมฆมีมาแต่ดึกดำบรรพ์ราว 3,000 ปีมาแล้ว หลักฐานสำคัญ คือ ภาพเขียนสีบนผนังถ้ำ(พบที่กาญจนบุรี) กับประติมากรรมสัมฤทธิ์บนฝาภาชนะสัมฤทธิ์ใส่ศพ(พบที่เวียดนาม)

ในศาสนาพราหมณ์ทำรูปเคารพเป็นศิวลึงค์ ตั้งอยู่บนฐานโยนี สัญลักษณ์ของการร่วมเพศขณะมนุษย์ทุกคนอยู่ในอุทรของพระอุมา คือท้องฟ้า จึงเห็นลึงค์ของ            พระศิวะโผล่เข้ามาในท้องของพระอุมาfluoxetine sleep cialis generic