Download PDF

มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ ที่ 29 เมษายน 2554

สังคมดัดจริตดีดดิ้น, ปากว่าตาขยิบ, เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง, ข้างนอกสุกใส ข้างในเป็นโพรง, ฯลฯ

แค่เด็กสาว 3 คนที่มีพฤติกรรมตามการหล่อหลอมของสังคมเองที่กระตุ้นให้เปิดอก อวดนม บนถนน (ย่านค้าโลกีย์ของผู้ดีส้นตีนแดง ตะแคงตีนเดิน) ก็ตีอกชกหัวจะเป็นจะตาย พากันลงโทษเด็กว่าทำลายอะไรต่อมิอะไรที่ผู้ใหญ่เฮงซวยจะรังสรรค์สำรากออกมาให้หรูๆ

แต่ไม่ยอมพูดความจริงว่าสิ่งระยำอัปรีย์ที่มีในสังคมกรุงเทพฯ ล้วนเป็นของผู้ดี มีอำนาจสร้างไว้ ได้ทำลายผู้คนสังคมไทยมานานนักหนา แล้วยังทำลายอยู่และจะทำลายต่อไป

นิตยสารไทม์ออนไลน์ ให้ความสำคัญกรณีเด็กสาว 3 คน เปลือยอกเต้นโชว์นม ในงานสงกรานต์ บนถนนสีลม ถูกสังคมคนชั้นนำ เช่น รัฐมนตรี, ปลัดกระทรวง, ฯลฯ ประณามว่าดูหมิ่นวัฒนธรรมอันดีงามของไทย เป็นเรื่องน่าละอายต่ออารยประเทศ จึงเสนอบทความแสดงความคิดเห็นของนักเขียนต่างชาติคนหนึ่ง (มีคำแปลสรุปย่ออยู่ในคอลัมน์โลกมองไทย ของ โพสต์ ทูเดย์ ฉบับวันจันทร์ที่ 25 เมษายน 2554 วิเคราะห์เศรษฐกิจ หน้า 3) ตอบโต้คนชั้นนำของไทย มีใจความสรุปว่า

ในความเป็นจริงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของประเทศไทยที่ขึ้นชื่อลือชาในเรื่องธุรกิจบริการทางเพศอยู่แล้ว

แม้ว่าไทยจะไม่ยอมรับ แต่ประเทศไทยก็ไม่เคยออกมาตรการใดๆ ที่เด็ดขาดถาวรมาจัดการควบคุมธุรกิจประเภทนี้

ตรงกันข้ามกลับปล่อยปละให้เติบโตเบ่งบานจนกลายเป็นศูนย์การค้าเซ็กซ์แห่งใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีกรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลาง

ยิ่งกว่านั้นสถานที่วัยรุ่นทั้งสามปฏิบัติการก็อยู่ไม่ไกลจากย่านพัฒนพงศ์ที่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งค้ากามยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ซึ่งยินดีควักเศษดอลลาร์เพื่อซื้อบริการจากหญิงคนไทย ฯลฯ ที่บางครั้งเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์

ภาพการค้าบริการเหล่านี้เป็นเรื่องที่ยอมรับได้และถูกต้องตามกฎหมาย แม้มีบางส่วนไม่ยอมรับก็ตาม

ดังนั้น ข่าวครึกโครมของเด็กสาว 3 คน เต้นอวดนม จึงไม่ได้ก่อให้เกิดผลอันใด เว้นเสียแต่ช่วยให้นักการเมืองไทยได้คะแนนนิยมเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

ที่พวกดัดจริตดีดดิ้นโทษเด็กสาว 3 คน สร้างภาพลักษณ์ไม่ดีให้ไทย จึงไม่เป็นความจริง

เพราะที่จริงแล้วพวกดัดจริตดีดดิ้นนั่นแหละ ทำภาพลักษณ์ระยำให้ไทยมานานมาก นับตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจ ของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นต้นมา เห็นได้จากซ่องถูกต้องตามกฎหมายในนาม อาบ อบ นวด มีทั่วประเทศ ไม่เว้นแม้กระทั่งข้างวัดและหน้าโรงเรียน

วันนั้นเด็กสาว 3 คน อยู่ท่ามกลางฝูงชนเล่นสาดน้ำสงกรานต์

ประเพณีสงกรานต์ที่มีมาแต่แรกเริ่มหลายพันปีมาแล้ว ยกย่องเป็น“เทศกาลปลดปล่อย” ทุกคนละเมิดข้อห้ามได้ ไม่ถือเป็นผิด แต่ต้องไม่ทำร้ายให้คนอื่นเดือดร้อนทางร่างกาย เช่น

เคยกราบพระทั้งปี ผู้หญิงถูกต้องตัวพระสงฆ์ถือเป็นบาป ครั้นถึงสงกรานต์จะพากันจับพระโยนลงน้ำก็ได้ ทุกวันนี้ยังมีในบ้านนอกทางอีสาน ตอนผมเป็นเด็กบ้านนอกยังเห็นสาวแก่แม่หม้ายจับพระมัดต้นเสาหน้าร้าน แล้วเอามือล้วงในสบงถอนขนเพชรเพื่อเรียกค่าไถ่แลกเหล้า

เจ้าคุณอนุมานราชธน เขียนเล่าว่าพระเณรแข่งเกวียน, แข่งควาย, แข่งเรือ ก็มีเล่นสาดน้ำสงกรานต์ก็ได้ ล่าสุดยังมีทั่วไปในล้านนาและสิบสองพันนา

ครั้งนั้นไม่มีใครดัดจริตดีดดิ้นประณามใคร เพราะ“ความเป็นไทย”แบบฉวยโอกาส เอารัดเอาเปรียบ ตอนนั้นยังไม่มีหรือมีน้อย จึงมีแต่“ความเป็นคน”ปกติธรรมดา