Download PDF

มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทรฺ์ที่  18  เมษายน  2554

นักเรียนชั้นมัธยมของไทยสอบตกวิชาหลักพื้นฐาน เพราะ—

“ครูส่วนใหญ่ยังไม่ปรับวิธีสอน ยังคงเน้นสอนแบบท่องจำมากกว่าสอนแบบกระบวนการเรียนรู้ ทำให้เด็กไม่สามารถคิดวิเคราะห์ได้”

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ บอกถึงผลการสอบแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐานที่นักเรียนทั่วประเทศสอบตก (มติชน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2554 หน้า 1)

สังคมไทยพูดจาว่ากล่าวถึงโทษของการเรียนการสอนแบบท่องจำ (รับอิทธิพลจากเถรวาทไทย) มานานมาก นานหลายสิบปี อาจถึง 50 ปีมาแล้ว

แต่ถึงบัดนี้รัฐมนตรีฯศึกษาพูดจาถึงโทษของท่องจำอีก

ก็เท่ากับการเรียนการสอนระดับประถม, มัธยม ยังคงเหมือนเมื่อ 50 ปีมาแล้ว หรือ 100 ปีมาแล้วก็ได้ ไม่เปลี่ยนอะไรเลย “ดีแต่พูด”จริงๆ

ยิ่งอนาถมากที่ระดับอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยก็สอนแบบท่องจำ จนทุกวันนี้

นักศึกษาไม่กล้าถาม ไม่กล้าเถียง เพราะอาจารย์มหาวิทยาลัยใช้ตำราล้าหลังคลั่งชาติยุคล่าอาณานิคม แล้วห้ามนักศึกษาอ่านหนังสืออื่นที่คิดต่าง จะอ้างอิงไม่ได้ ถ้าใครอ่านแล้วอ้างอิงก็ไม่ผ่าน และอาจเรียนไม่จบ

ใครไม่เชื่อให้ไปสอบถามได้แถวท่าช้างทั้งวังหลวง-วังหน้า ที่เน้นการศึกษาแบบท่องจำอย่างสุดจิตสุดใจ ใครจำได้มากก็ยกย่องว่าเก่ง-ดี-วิเศษ เลยคิดสร้างสรรค์ด้วยตนเองไม่ได้ เพราะคิดเองไม่เป็น

การเรียนการสอนระดับพื้นฐานของครู มีผู้อธิบายว่าทุกวันนี้—

“ครูที่สอนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานส่วนใหญ่ใช้วิธีสอนโดยแจกใบงาน ใบความรู้ และมอบหมายงานให้นักเรียนไปศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง—”

“นักเรียนคัดลอกข้อมูลจากโลกออนไลน์หรืออินเตอร์เน็ตมาส่งครู ทำให้ขาดกระบวนการฝึกคิดวิเคราะห์ ส่งผลให้นักเรียนคิดไม่เป็น”

อย่างนี้เด็กเป็นเหยื่อของระบบการศึกษาไทย ที่ครูหยิบยื่นและยัดเยียดให้เด็ก

“คะแนนสอบโอเน็ตของนักเรียนไทยในรายวิชาหลักตกต่ำมาหลายปีแล้ว” อาจารย์ทางครุศาสตร์ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งโทษเด็กว่า “สาเหตุมาจากเด็กไทยไม่ใฝ่รู้ใฝ่เรียน ขาดความรับผิดชอบ ขาดวินัย ขาดเป้าหมายในการเรียนและเป้าหมายในชีวิต—”

ครูโทษเด็กอย่างนี้ไม่ถูกต้อง เพราะเหตุไม่ได้มาจากเด็ก แต่มาจากผู้ใหญ่ ดังที่อาจารย์ครุศาสตร์ท่านนี้พูดเองว่า

“ความล้มเหลวในระบบการศึกษาที่ภาครัฐมุ่งเน้นปฏิรูปโครงสร้างการบริหารมากกว่าด้านการเรียนการสอน ปล่อยให้หลักสูตรมีเนื้อหาสาระมากเกินไป—”

เนื้อหาสาระที่ว่ามานี้ล้วนล้าสมัยตามไม่ทันความก้าวหน้าของโลก เพราะครูใช้ตำราล้าสมัยที่ตนเคยเรียนแล้ว“ไม่อ่าน”เพิ่มเติมอีก

ถ้าครูไม่อ่านหนังสือ แล้วจะโทษนักเรียนไม่อ่านหนังสือได้ไฉน?

ผู้ใหญ่เมืองไทยไม่อ่านหนังสือ แต่ชอบโทษเด็กว่าไม่อ่านหนังสือ เพื่อโกหกยกตนอวดว่าตัวเองอ่านหนังสือ

ผู้บริหารโรงเรียนในชนบทจำนวนไม่น้อย“รังแกเด็ก” ไม่กระตือรือร้นขอความสนับสนุนจากผู้มีศักยภาพทางการศึกษาในชุมชนท้องถิ่นกับบุคคลภายนอกอื่นๆมาสนับสนุนการศึกษาในโรงเรียนให้เด็กมีโอกาส

บางแห่งผู้มีศักยภาพทางการศึกษามีเจตนาสนับสนุนโรงเรียนในชุมชนท้องถิ่น แต่ผู้บริหารโรงเรียนในชุมชนท้องถิ่นนั้น ไม่ใส่ใจไม่ไยดี เพราะไม่อยากรับผิดชอบสิ่งดีๆแต่ไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัวให้ผู้บริหารโรงเรียน