มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่  7   มีนาคม  2554

สุนทรภู่ เรียนหนังสืออย่างเป็นทางการในแผ่นดินรัชกาลที่ 1 ที่สำนักเรียนวัดชีปะขาว (ปัจจุบันคือวัดศรีสุดาราม ริมคลองบางกอกน้อย เขตบางกอกน้อย กทม.)

แต่สำนักเรียนวัดชีปะขาว ไม่ใช่โรงเรียนสำหรับราษฎรทั่วไป หากเป็นแหล่งศึกษาเฉพาะของ“ผู้ดี”มีตระกูล ซึ่งสุนทรภู่เกิดในวังหลัง และอยู่ในชนชั้นกระฎุมพีมีตระกูลเชื้อสายใกล้ชิดเจ้านายชั้นสูงของยุคนั้น เลยเข้าเรียนสำนักนี้ได้

โรงเรียนสำหรับราษฎรแห่งแรกคือโรงเรียนวัดมหรรณพาราม (ใกล้ศาลเจ้าพ่อเสือ-สี่แยกคอกวัว ถนนตะนาว กทม.) ตั้งขึ้นสมัยรัชกาลที่ 6

นับแต่นั้น โรงเรียนสำหรับราษฎรต่อๆไปให้อยู่ในพื้นที่ของวัด แล้วได้ชื่อ“โรงเรียนวัด” และการเรียนการสอนก็เป็นแบบวัดๆ หรือ“เถรวาทไทย” หมายถึงท่องจำตามคำสอนของครูเท่านั้น ห้ามข้องใจสงสัย ห้ามถามห้ามเถียง สืบเป็นปรัชญาการศึกษาไทยมาถึงทุกวันนี้

ราว 40 ปีมาแล้ว นักการศึกษาสมัยใหม่แบบตะวันตก โดยเฉพาะแบบอเมริกันกำลังร้อนวิชา ตำหนิการเรียนการสอนแบบวัดๆนั้น แล้วให้ปฏิรูปเสียใหม่

สิ่งแรกที่ทำคือ ให้เอาคำว่า“วัด”ออกจากชื่อโรงเรียน เพื่อความ“ทันสมัย แต่ไม่พัฒนา”

มีผู้ทักท้วงเรื่องนี้มาก โดยเขียนบทความวิพากษ์วิจารณ์ลงหนังสือพิมพ์ก็ไม่น้อย แต่รัฐบาลเผด็จการครั้งนั้นไม่ฟังใครเลย จึงตัดคำว่า“วัด”ออกไปเกือบเหี้ยนทั้งประเทศ

ต่อมารัฐมนตรีศึกษาฯ พรรคประชาธิปัตย์ ดัดจริตเลื่อมใสพุทธศาสนาขึ้นมากะทันหัน สั่งการให้ทุกโรงเรียนสร้าง“หอพระ”ประจำโรงเรียน เพื่อให้นักเรียนเข้าถึงพระ ทั้งๆโรงเรียนตั้งอยู่ในวัด มีโบสถ์ วิหาร การเปรียญ อยู่ติดโรงเรียน แต่ครูไม่พานักเรียนเข้าวัดไหว้พระ หากบังคับให้นักเรียนไหว้พระในหอพระในโรงเรียน

เอากะมันซี่ สันดานนักการเมืองพันธุ์หมอผี

ขณะนี้จะให้เอาคำว่า“วัด”คืนใส่ชื่อโรงเรียน

ผมเป็นศิษย์เก่าระดับประถมที่โรงเรียนวัดต้นโพธิ์ (ปัจจุบันอยู่ใน อ. ศรีมโหสถ จ. ปราจีนบุรี)

ระดับมัธยมต้นที่โรงเรียนวัดมกุฏกษัตริย์ (ตรงสะพานมัฆวาน กรุงเทพฯ)

ระดับมัธยมปลายที่โรงเรียนวัดนวลนรดิศ (ในคลองบางกอกใหญ่ กรุงธนบุรี)

ตลอดที่เรียนมัธยมในกรุงเทพฯจนถึงมหาวิทยาลัยศิลปากร ผมเป็น“เด็กวัด” อยู่วัดเทพธิดาราม

แม้จะเป็นผู้หนึ่งที่ร่วมค้านเอาคำว่า“วัด”ออกจากชื่อโรงเรียน แต่ก็เนิ่นนานเกินไปจนไม่มีเหตุผลจะเอากลับคืนมา

สิ่งที่ควรทำอย่างยิ่งคือ เอาวิธีทำการเรียนการสอนแบบวัดๆ“เถรวาทไทย”ออกไปให้พ้นโรงเรียน เพื่อให้นักเรียนนิสิตนักศึกษากล้าถามกล้าเถียง กล้าแหกคอก-นอกครู แล้วสอบได้ดี ไม่มีสอบตก

มี“วัด”ในหัวใจ โดยไม่จำเป็นต้องมี“วัด”ในชื่อโรงเรียนก็ได้

ถ้าทำอย่างนี้แล้วจะมีหรือไม่มีคำว่า“วัด”ก็ไม่บาป แต่กลับได้บุญ

เราจะต้องเชื่อว่า คนไทยเรามีศักยภาพที่จะช่วยแก้ปัญหาของโลกได้ แล้วพัฒนาจิตใจของนักวิจัยขึ้นมา และมีชีวิตแห่งการวิจัย ถ้าอย่างนี้ไม่ว่าจะจับงานวิจัยเรื่องใด ก็จะนำงานวิจัยนั้นไปสู่จุดหมายแห่งการเข้าถึงความจริง และหาทางทำให้มันดีจนสำเร็จได้…

เพ็ญวดี ไมยวงษ์ พิมพ์แจกมอบเป็นธรรมทาน

 

fluoxetine long term effects purchase inderal} else {