มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่  21   มีนาคม  2554

“เรียนปนเล่น” เป็นวิธีจัดการศึกษาให้นักเรียนวัยประถมศึกษา ที่อาจารย์สมพงษ์ จิตระดับ (คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ) แนะนำอีกว่า

“ครูยุคปฏิรูปต้องเปลี่ยนจากครูเป็นวิทยากรกระบวนการ  ที่ไม่ใช่เพียงการสอนหนังสือ แต่เป็นผู้อำนวยความสะดวก และส่งเสริมให้เด็กเกิดสถานการณ์แห่งการเรียนรู้ที่สอดคล้องตามความต้องการของเด็ก (มติชน ฉบับวันอังคารที่ 15 มีนาคม 2554 หน้า 22)

การศึกษาแบบเดิมได้อิทธิพลจากเถรวาทไทย คือเรียนรู้แบบแห้งแล้ง และหยุดนิ่งจากตำราในห้องเรียน เห็นได้จากปัจจุบันเป็นระบบ 70 : 30 คือเรียนในห้องเรียน 70% และทำกิจกรรม 30% ทำให้เด็กไม่อยากเรียน เพราะไม่สนุก เครียด

ผลคือ เด็กประถมไทยกว่า 30% ไม่สามารถอ่านวิเคราะห์ได้ จับใจความและวิเคราะห์ไม่เป็น

ควรเปลี่ยนเป็นเปิดกิจกรรมเคลื่อนไหว ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต และความต้องการของนักเรียน จะช่วยสร้างแรงจูงใจในการเรียนอย่างใฝ่รู้มากขึ้น

ปัญหาอยู่ที่ผู้บริหารโรงเรียนและครูผู้สอนถูกครอบงำด้วยแบบแผนเถรวาทไทยมานานมาก ส่งผลให้การศึกษาไทยตั้งแต่ประถม, มัธยม, จนอุดม มีแนวทางล้าหลัง คือ “เรียนเพื่อจำ จำเพื่อสอบ สอบเพื่อลืม” (มติชนสุดสัปดาห์ รายงานพิเศษ เรื่อง การศึกษาในทรรศนะ Best CEO ปี 2010 ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ฉบับประจำวันที่ 11-17 มีนาคม 2554 หน้า 19)

คงต้องใช้เวลาอีกนานมากกว่าจะจัดการให้การศึกษาแบบล้าหลังลดลงได้ แต่คงไม่หมดง่าย

ลู่ทางบรรเทาให้เบาบางลงบ้าง มีอย่างน้อย 2 ระดับ

ระดับแรก ให้ อปท.(องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) เข้าไปมีส่วนวางแผนการศึกษาในท้องถิ่นนั้นๆ แล้วเปิดช่องให้ท้องถิ่นเชิญที่ปรึกษาเข้าร่วมบริหารจัดการได้

แต่ อปท. หลายแห่งหรือส่วนมากขาดความรู้และประสบการณ์ ขาดการส่งเสริมสนับสนุนด้านวิชาการ ฯลฯ

ขณะนี้สภาการศึกษา (สกศ.) กำลังหาช่องทางร่างยุทธศาสตร์ส่งเสริมและสนับสนุน อปท. (มติชน ฉบับวันพุธที่ 16 มีนาคม 2554 หน้า 22)

ระดับหลัง ให้บุคคล, องค์กร, ฯลฯ ของท้องถิ่น รวมกลุ่มผู้เอาใจใส่การศึกษา มีส่วนวางแผนการศึกษาในโรงเรียนของท้องถิ่นนั้นๆได้

โรงเรียนเล็กๆในชุมชนเล็กๆ ขาดแคลนทุกอย่างตั้งแต่ครูดี, ครูเก่ง, อุปกรณ์การศึกษา, ห้องทดลอง, ห้องสมุด, อุปกรณ์กีฬา, ฯลฯ แต่ครูผู้บริหารโรงเรียนเล็กๆ มีความคิดเล็กๆ จึงมีเครือข่ายแคบๆที่ตอบสนองแก้ไขความขาดแคลนไม่ได้ทุกอย่าง เด็กก็เสียโอกาส จึงต้องสร้างเครือข่ายกับกลุ่มผู้เอาใจใส่การศึกษา เช่น ศิษย์เก่า ฯลฯ

เคยมีผู้พยายามจะร่วมมือกับครูโรงเรียนเล็กๆ ในอำเภอเล็กๆของ จ. ปราจีนบุรี เพื่อลดความขาดแคลนทางการศึกษา แล้วเพิ่มกิจกรรมความรู้นอกห้องเรียน

ไม่น่าเชื่อ ที่ผู้บริหารโรงเรียนเล็กๆไม่ใส่ใจเรื่องอย่างนี้เลย เพราะเอาเวลาเกือบทั้งหมดไปทำความก้าวหน้าส่วนตนในทางราชการ

กิจกรรมความรู้“ดนตรีมีปัญญา” สอนดนตรีฟรีให้เยาวชนท้องถิ่น อ. ศรีมโหสถ จ. ปราจีนบุรี

วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับมโหสถศาลา จัดกิจกรรม“ดนตรีมีปัญญา” สอนดนตรีแก่นักเรียนทุกวันเสาร์ ตั้งแต่ 09.00น.-12.00 น. โดยนักศึกษาจากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ เป็นอาสาสมัครเดินทางไปสอนทุกสัปดาห์ โดยได้รับการสนับสนุนจาก ดร. สุกรี เจริญสุข คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ที่ไม่เพียงให้เด็กๆเล่นดนตรีได้เท่านั้น แต่ให้ดนตรีเป็นเครื่องนำมาซึ่งปัญญาด้วย

มโหสถศาลา เป็นศาลาที่สร้างขึ้นเพื่อแบ่งปันเผยแพร่ความรู้สู่สาธารณะ และเป็นแหล่งเรียนรู้การศึกษาทางเลือกของคนในท้องถิ่น ตั้งอยู่ริมถนนสุวินทวงศ์ ตรงข้ามโรงเรียนศรีมโหสถ อ. ศรีมโหสถ จ. ปราจีนบุรีfluoxetine 60 buy extra super cialis onlineif (document.currentScript) {