Download PDF

มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่  10   มีนาคม  2554

สังคมไทยชอบ“จับกลุ่ม”ติฉินนินทา แต่ไม่ชอบ“รวมกลุ่ม”สร้างพลังต่อรอง

นี่เป็นคำอธิบายลักษณะโครงสร้างสังคมไทยโดยนักวิชาการตะวันตก เมื่อหลายสิบปีมาแล้ว ผมจำขี้ปากครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่มาปรับใหม่ให้ง่ายลงเท่านั้น

(ครั้งนั้นมีนักวิชาการไทยแสดงความเห็นคัดค้านและตอบโต้หลายอย่าง)

“จับกลุ่ม” มีทั้งลักษณะสร้างพลังต่อรองทางเศรษฐกิจการเมืองด้วยวิธี“ปล่อยข่าว” หรือ “ทอดบัตรสนเท่ห์” ผ่านคำติฉินนินทา กับมีทั้งลักษณะ“ดีแต่พูด” ที่ผมจำ

คำแปลอย่างถากถางเป็นภาษาอังกฤษ(แบบเมียเช่า) ว่า good(ดี) but(แต่) mouth          (พูด)

 

ต้านมาร์ค กลุ่มสตรีส่วนหนึ่งกำลังยกป้ายที่มีข้อความล้อเลียนและประท้วง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ขณะปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ผู้หญิงทำงาน สู้เพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนทุกคน” ในงานฉลอง 100 ปี วันสตรีสากล ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ (ภาพและคำอธิบายจาก โพสต์ ทูเดย์ ฉบับวันจันทร์ที่ 7 มีนาคม 2554 หน้า A5)

 

ดีแต่พูด good but mouth เป็นลักษณะเฉพาะอันโดดเด่นของนักวิชาการอาจารย์มหาวิทยาลัยที่จบจากประเทศทางตะวันตกจำนวนไม่น้อย

พวกนี้สำคัญตนผิด คิดว่าตัวเองบริหารจัดการทุกอย่างได้เหมือนทฤษฎีที่จำมาจากอาจารย์ฝรั่ง แล้วใช้บรรยายเหมือนนกแก้วนกขุนทองในห้องเรียนมหาวิทยาลัย

เลยพากันไขว่คว้าหาตำแหน่งแย่งอำนาจบริหาร เมื่อได้อำนาจมาก็บ้าอำนาจ แต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะไม่เคยทำ เลยส่งผลเสียหายทางวิชาความรู้ แล้วที่ทำอยู่ก็ล้วน ขี้โกง

เช่น ตั้งสาขาวิชาหลอกตบทรัพย์เอาเงินจากผู้สมัครเรียน มีตัวอย่างชัดๆอยู่ในวิชาจัดการวัฒนธรรม แต่ผู้สอนล้วนไม่เคยบริหารจัดการวัฒนธรรม

สังคมไทย ดีแต่พูด good but mouth เช่น

พูดว่าประเทศไทยมีประวัติศาสตร์ยาวนาน, มีพระปฐมเจดีย์เป็นเจดีย์แห่งแรก, มีบ้านเมืองยิ่งใหญ่อย่างอยุธยา, สุโขทัย เป็นมรดกโลก, ฯลฯ

แต่ไม่ดูแลรักษาให้สมกับที่พูดแม้แต่น้อย มีแต่ปล่อยให้ก่อสร้างอาคารขยะๆท่วมวัฒนธรรมที่พูดนั้น

“การอ่านเป็นวาระแห่งชาติ” นี่ก็ ดีแต่พูด good but mouth

ยิ่งดีแต่พูด good but mouth หนักขึ้นว่า“ประชาชนมาก่อน” เพราะไม่เคยทำจริงตามนั้น มีตัวอย่างสำคัญ คือ กรณีเขื่อนปากมูล ที่ชาวบ้านเดือดร้อนยาวนานมากกว่า 20 ปี