มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่  28  กุมภาพันธ์  2554

ผู้บริหาร กทม. มีแนวคิดให้กรุงเทพฯได้รับคัดเลือกเป็น“เมืองหนังสือโลก”ในปี 2556 (ค.ศ. 2013)

เมืองหนังสือโลก จะเป็นได้ก็ต้องเป็นมหานครแห่งการอ่านด้วย

แต่—กรุงเทพฯมีความพร้อมจริงหรือ? กรุงเทพฯในฐานะเมืองหลวงและศูนย์กลางของประเทศ รู้อะไรบ้างเกี่ยวกับหนังสือ? (สรุปจากข้อความโปรยหน้าแรกบทสัมภาษณ์พิเศษ ในหนังสือ ฅ. คน ฉบับกุมภาพันธ์ 2554 หน้า 099)

มกุฏ อรฤดี บรรณาธิการสำนักพิมพ์ผีเสื้อ ให้สัมภาษณ์อธิบายไว้ใน ฅ. คน ว่า

“ผู้บริหารไม่เข้าใจระบบของหนังสือ ผู้บริหารนี่ตั้งแต่ผู้บริหารประเทศเลย”

“เนห์รู (ยวาหระลาล เนห์รู รัฐบุรุษของอินเดีย, 14 พฤศจิกายน ค.ศ. 1889-27 พฤษภาคม ค.ศ. 1964) มาบริหารประเทศอินเดียเมื่อ 60-70 ปีที่แล้ว

สิ่งแรกที่เนห์รูพยายามทำก็คือตั้งสถาบันหนังสือขึ้นในประเทศอินเดีย เพราะเขารู้เลยว่าถ้าไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบเรื่องระบบการอ่าน เรื่องระบบหนังสือของชาติ ทุกอย่างมันจะสะเปะสะปะ มันจะไปคนละทิศคนละทาง ไม่มีทางเลยที่จะทำอะไรได้”

“เมื่อประมาณสัก 10 กว่าปีที่แล้ว โก๊ะ จ๊ก ตง (รัฐมนตรีอาวุโสของสิงคโปร์) เป็นนายกรัฐมนตรีมาบริหารสิงคโปร์

สิ่งแรกที่โก๊ะ จ๊ก ตง นึกถึงก็คือว่า ประเทศสิงคโปร์มันเล็กนะ ไม่มีทรัพยากร เพราะฉะนั้นจะหวังพึ่งทรัพยากรอะไรก็ไม่ได้ จะต้องหวังพึ่งทรัพยากรความรู้อย่างเดียว

โก๊ะ จ๊ก ตง ประกาศเลยว่า จะทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้คนสิงคโปร์เข้าห้องสมุดให้มาก อ่านหนังสือมาก ใช้วิชาความรู้ ใช้สรรพวิชาต่างๆที่มันกองสุมกันอยู่ในห้องสมุดให้เกิดประโยชน์”

“เขาก็ร่างกฎหมายขึ้นมาฉบับหนึ่งว่าด้วยการอ่านของชาติ…เพราะว่าสิงคโปร์ไม่มีปัญหาเรื่องการสร้างหนังสือ พอสิงคโปร์บอกว่าจะให้คนของเขาอ่านหนังสือ หนังสือทั้งโลกมันเลยมา คนสิงคโปร์อ่านภาษาอังกฤษ อ่านภาษาจีน อ่านทุกภาษาที่มีอยู่ในโลกนี้ได้”

“พอมามองของเรา ถามว่ามีนายกรัฐมนตรีสักคนไหมที่คิดว่าการพัฒนาประเทศเริ่มต้นจากหนังสือและการอ่าน

พอนายกรัฐมนตรีไม่คิด รัฐมนตรีก็ไม่คิด พอจะคิดก็คิดแต่ว่าจะประมูลหนังสือได้อย่างไร”

ห้องสมุดประชาชน ของ กทม. เมื่อพ้น“โปรโมชั่น” ให้ผู้บริหารเป็นข่าวออกสื่อแล้ว ทุกอย่างก็คืนสู่สภาพเดิม คือรกร้างว่างเปล่า ไม่มีคนเข้าใช้บริการที่แห้งแล้งจืดชืด

ยิ่งห้องสมุดที่ผู้บริหารไม่ได้ยกมา“โปรโมชั่น” ก็ยิ่งทรุดโทรม ให้ไปดูแถวศิริราช-พรานนก

ส่วนของ กศน. ที่เป็นห้องสมุดประชาชน ทั้งในชื่อ“เฉลิมราชกุมารี” และอื่นๆ ก็อยู่ในเกณฑ์เดียวกัน คือไม่ชวนให้คนอ่านหนังสือดีๆ และไม่มีกิจกรรมกระตุ้นการอ่านหนังสือดีๆ

ถ้าจะมีบ้างก็แค่แจกขนมวันเด็ก เป็นต้น

ทั้งระดับรัฐบาลและท้องถิ่นต่างทำ“หลอกๆ” เพื่อเอางบประมาณมาแบ่งกันกินแบ่งกันใช้อย่างถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น ไม่มีอะไรมากกว่านั้น

ทุกคนมีสิทธิ์ฝัน—ฝันไปเถอะ เมืองหนังสือโลก

 

นอกเหนือการเล่าถึงประวัติวรรณกรรมร่วมสมัย

หนังสือเย็นน้ำหมึก ของ ณรงค์ จันทร์เรือง ยังอธิบายถึงการฝึกฝนของผู้ที่จะเป็นนักประพันธ์ในแต่ละช่วงเวลา

การร่วมงานระหว่างบรรณาธิการกับนักเขียน และกลยุทธ์การสร้างงานเขียนในหลากหลายรูปแบบ พร้อมเฉลยคำตอบจากประเด็นคำถามที่ว่า…ทำไมผู้คนสมัยก่อนจึงหลงใหลเรื่องราวจากตัวอักษรเสียมากมายราวกับเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวัน