มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่  15   กุมภาพันธ์  2554 นักดนตรีไทยถูกครอบงำว่าดนตรีไทยไพเราะที่สุด มากกว่าดนตรีเพื่อนบ้าน เลยยกตนข่มท่านเสมอมาจนทุกวันนี้ ทั้งๆไม่จริง หนังสือเครื่องดนตรีกัมพูชาโบราณ (โดยนักวิชาการดนตรีชาวกัมพูชาจากมหาวิทยาลัยภูมินทรวิจิตรศิลปะ กัมพูชา) ที่สำนักพิมพ์วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล แปลเป็นไทยจากภาษาเขมร แล้วพิมพ์เป็นเล่ม ขายเล่มละ 220 บาท ตั้งแต่กันยายน พ.ศ. 2553 ผมเขียนคำนำเสนอว่า เครื่องดนตรีกัมพูชาโบราณ แปลจากภาษาเขมรสั่งซื้อที่ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เล่มละ 220 บาท “ดนตรีกัมพูชาและดนตรีไทย มีรากเหง้าเก่าแก่ร่วมกันราว 5,000 ปีมาแล้ว มีระบบเสียงไม่เท่ากันมาแต่ดั้งเดิมเหมือนกัน เป็น ‘วัฒนธรรมร่วม’ ของดนตรีสุวรรณภูมิบนผืนแผ่นดินใหญ่อุษาคเนย์ มีความเป็นมายาวนานร่วมกันอย่างแยกไม่ได้ เช่นเดียวกับดินแดนและผู้คนในกัมพูชาและไทย มีพัฒนาการเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับดินแดนและผู้คนสุวรรณภูมิ” นางนาคเป็นสัญลักษณ์บรรพชนร่วมกันทั้งของตระกูลมอญ-เขมร และไทย-ลาว มีคำบอกเล่ากับมีพิธีกรรมเกี่ยวกับนางนาคเหมือนกันหมดดูได้จากเพลงนางนาค ร้องนางนาค พรรณนาความงามของนางนาคที่แต่งตัวปักปิ่นทัดดอกไม้ ประดับดอกจำปาสองหู และที่สำคัญคือห้อยสไบสองบ่าสง่างามตามนิทานและตามประเพณีแต่งงานที่เจ้าบ่าวจะต้องเกาะชายสไบเจ้าสาวเข้าหอ (แสดงว่าผู้หญิงมีฐานะสูงกว่าผู้ชาย) มีเนื้อร้องอยู่ในบทมโหรีโบราณครั้งกรุงเก่า เพลงนางนาคเป็นสัญลักษณ์บรรพชนร่วมกันของกัมพูชาและไทย เท่ากับเป็นพยานยืนยันว่าดนตรีกัมพูชาและไทย มีรากเหง้าเก่าแก่ร่วมกัน ตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ ตราบจนทุกวันนี้ จะต่างกันบ้างก็ในรายละเอียดปลีกย่อย เช่น เรียกชื่อเครื่องดนตรีและเพลงบางอย่างไม่เหมือนกัน เพราะอยู่ในตระกูลภาษาต่างกัน ราวหลัง พ.ศ. 1800 กาฬโรคระบาดรัฐชายทะเล คนชั้นนำตระกูลมอญ-เขมรล้มตายมาก ทำให้ตระกูลไทย-ลาวเติบโตมีอำนาจแทน แล้วสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นเป็นศูนย์กลาง ยกภาษาเขมรเป็นราชาศัพท์ แล้วปรับอักษรเขมร(ขอม)เป็นอักษรไทย เลขเขมรก็เป็นเลขไทย ประชากรที่เคยเป็นขอมหรือเขมรก็กลายเป็นคนไทย อยู่ในอำนาจรัฐไทยที่มีขึ้นมาใหม่ ขณะเดียวกันก็สืบทอดศิลปวิทยาจากเขมรเมืองพระนคร(นครวัด) กับเมืองนครหลวง(นครธม) รวมทั้งสืบทอดศิลปวัฒนธรรมอื่นๆ เช่น พระที่นั่ง, พระเมรุมาศ, ถือน้ำพิพัฒน์สัตยา, การปกครอง, ฯลฯ จนถึงดนตรีและ“เพลงการ” แล้วรับคำเขมรมาใช้งานว่า เพลง, ตระ ฯลฯ ครั้นต่อมาราวหลัง พ.ศ. 2400 กัมพูชารับเทคโนโลยีก้าวหน้าบางอย่างและวัฒนธรรมร่วมสมัยจากไทย เช่น เพลงดนตรี“เถา” ที่สร้างใหม่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์