มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่  22   กุมภาพันธ์  2554

ประวัติศาสตร์ไทยก่อน พ.ศ. 1800 ยังคลุมเครือมากจนมองไม่เห็นหนทางสะสาง ทั้งๆนักปราชญ์ราชบัณฑิตและนักวิชาการสมัยหลังราว 100 ปีมาแล้ว หรือมากกว่านั้นร่วมกันศึกษาค้นคว้ามาไม่หยุดหย่อน

พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์โบราณคดี กรมศิลปากร ศึกษาค้นคว้าวิจัยให้ความคลุมเครือคลี่คลายลง แต่หน่วยงานต้นสังกัดอย่างกระทรวงวัฒนธรรม ไม่ใส่ใจ เพราะพื้นฐานทางประวัติศาสตร์ไทยของคนมีอำนาจมีไม่พอ

งานค้นคว้าวิจัยเรื่องเมืองราดของพ่อขุนผาเมือง กรุงสุโขทัย ที่อาจารย์พิเศษเสนอไว้นานแล้ว นอกจากเกี่ยวข้องกับเรื่องเมืองราดโดยตรงแล้ว

ยังเกี่ยวข้องอย่างสำคัญกับประวัติศาสตร์ไทยก่อน พ.ศ. 1800 ด้วย เพราะทำให้ความคลุมเครือค่อยๆจางหายไป แล้วความชัดเจนมีขึ้นแทนที่

โดยเฉพาะเรื่องราวเกี่ยกับการเคลื่อนย้ายของกลุ่มชาติพันธุ์บรรพชนกษัตริย์ที่สถาปนากรุงศรีอยุธยา

ตำนานเรื่องสิงหนวัติ เล่าเรื่องคนกลุ่มหนึ่งอยู่ทางที่ราบลุ่มบริเวณ จ. เชียงราย

ต่อมาเคลื่อนย้ายลงทางทิศใต้ผ่านเขตลุ่มน้ำอิง จ. พะเยา

ทิศทางอย่างนี้ควรลงต่อไปทางแม่น้ำน่าน ถึงแม่น้ำโพ ที่ จ. อุตรดิตถ์ แต่ประวัติศาสตร์แห่งชาติกลับย้ายทิศทางไปลงแม่น้ำปิง แล้วหยุดอยู่บริเวณ                 จ. กำแพงเพชร

อย่างนี้เท่ากับประวัติศาสตร์แห่งชาติ“หลง”แม่น้ำ เพราะ“หลง”ทิศทาง ทำให้วิปริตผิดพลาดจนวิปลาสคลาดเคลื่อน

การสำรวจและขุดค้นทางโบราณคดีเพื่อศึกษาเมืองทุ่งยั้ง (อ. ลับแล) ที่อุตรดิตถ์ในแง่มุมต่างๆย่อมมีประโยชน์แน่

แต่มีประโยชน์ด้านเดียวที่คับแคบ ส่วนอีกหลายด้านที่กว้างขวางต้องศึกษาด้วยวิธีอื่นดังงานค้นคว้าวิจัยของอาจารย์พิเศษ

ในหนทางที่ถูกที่ควรแล้ว ต้องยกย่องงานวิชาการเรื่องเมืองราดของอาจารย์พิเศษเป็นตัวตั้ง โดยแบ่งปันเผยแพร่สู่สาธารณะอย่างกว้างขวางครึกโครมตั้งแต่บัดนี้ เพื่อกระตุ้นให้คนทั้งหลายทักท้วงถกเถียง แล้วร่วมด้วยช่วยกันค้นคว้า

อย่างนี้ถึงจะเรียก 100 ปี มีคุณค่าไม่ใช่แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน

วัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง ต. ทุ่งยั้ง อ. ลับแล จ. อุตรดิตถ์ ตั้งอยู่เมืองทุ่งยั้ง (เมืองราด)